แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องคำนวณทางการเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องคำนวณทางการเงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

ระยะเวลาคืนทุนแบบคิดลด DPB Discount Payback period

เป็นการประเมินโครงการเบื้องต้น เพื่อหาระยะเวลาคืนทุน เหมือนกับ Payback Period หรือ PB แตกต่างกันเพียงแค่ Discount Payback Period หรือ DPB จะสนใจเรื่องมูลค่าของเงินตามระยะเวลาด้วยและใช้เป็นเครื่องมือในการวัดสภาพคล่อง แต่ก็มีข้อจำกัดคคือวิธีระยะเวลาคืนทุนแบบคิดลดนี้ไม่ได้สนใจเรื่องกระแสเงินสดภายหลังระยะเวลาคืนทุน

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ลองคำนวณด้วยโปรแกรมด้านล่าง โดยทดลองใส่ข้อมูลดังนี้

  1. ระยะเวลาลงทุน = 5

  2. คลิก ตกลง

  3. เงินลงทุนเริ่มแรก = 100,000 (ไม่ต้องใส่จุลภาค)

  4. ต้นทุนของเงินทุน (อัตราดอกเบี้ย) 10% = 10

  5. ใส่ผลกำไรขาทุนสุทธิตั้งแต่ปีที่ 1 - ปีที่ 5

    • NCF ปีที่ 1 = 50000

    • NCF ปีที่ 2 = 40000

    • NCF ปีที่ 3 = 30000

    • NCF ปีที่ 4 = 20000

    • NCF ปีที่ 5 = 10000

  6. คลิก ตกลง

ผลจากการคำนวณ DPB จะเท่ากับ 2.96 ปี ซึ่งน้อยกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ 5 ปี จึงควรพิจารณาลงทุนในโครงการดังกล่าว แต่หากค่าของ DPB สูงกว่า 5 ปี อาจจะปฏิเสธโครงการ

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

Payback Period ระยะเวลาคืนทุน

Payback Period
ระยะเวลาคืนทุน


เพื่อหาระยะเวลาคืนทุนตามชื่อ ใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุน โดยอาจจะใช้ควบคุมกับเครื่องมือคำนวณทางการเงินชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น NPV IRR Payback Period เป็นการหาระยะเวลาที่ได้รับผลตอบแทนในรูปของกระแสเงินสดเข้าเท่ากับกระแสเงินสดจ่ายลงทุน โดยไม่คำนึงถึงเรื่องมูลค่าของเงินตามระยะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง การคำนวณหาระยะเวลาคืนทุนจึงมองที่กระแสเงินสดรับ ไม่ใช่ตัวกำไรหรือขาดทุนของกิจการ โดย ณ จุดได้ที่ผลสะสมของกระแสเงินสดรับเท่ากับเงินลงทุนในครั้งแรกก็จะได้ระยะเวลาคืนทุนนั้นเอง ลองดูข้อดี และข้อเสีย ของวิธีระยะเวลาคืนทุน











ข้อดีข้อเสีย


  1. คำนวณได้ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน

  2.  ทำให้ทราบสภาพคล่องของโครงการโดยโครงการที่คืนทุนเร็ว ย่อมมีสภาพคล่องสูงกว่า

  3. เป็นตัววัดความเสี่ยงของโครงการได้ โดยโครงการที่คืนทุนเร็ว ย่อมมีความเสี่ยงน้อยกว่า



  1. ไม่ได้คำนึงถึงกระแสเงินสดภายหลังจากการคืนทุนแล้ว

  2. ไม่ได้คำนึงถึงค่าของเงินในระยะเวลาที่ต่างกันว่ามีค่าไม่เท่ากัน

  3. ไม่คำนึงถึงความสี่ยงของกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต

  4. ไม่มีเกณฑ์การตัดสินใจที่บ่งชี้ให้เห็นว่าการลงทุนนั้น ๆ มีส่วนเพิ่มมูลค่าของกิจการอย่าไร


การคำนวณหา Payback Period มีวิธีคำนวณ 2 กรณี

1. กรณีเงินสดสุทธิ (NCF) เท่ากันทุกปี สามารถนำเงินลงทุนครั้งแรกหารกับกระแสเงินสดสุทธิที่ได้รับต่อปีได้เลย
[CP_CALCULATED_FIELDS id="22"]

2. กรณีเงินสดสุทธิ (NFC)ในแต่ละปีไม่เท่ากันจะต้องนำมาหักออกจากเงินลงทุนในแต่ละปีจนกว่ากระแสเงินสดรับจะเท่ากับกระแสเงินสดจ่ายหรือเงินลงทุน หากเกินจากเงินลงทุนต้องนำยอดเงินลงทุนที่ยังติดลบในปีก่อนมาหารกับกระแสเงินสดรับในปีถัดไปแล้วบวกด้วยจำนวนปีโดยไม่รวมปีสุดท้ายที่กระแสเงินสดรับเข้าและทำให้ยอดของเงินลงทุนกลับเป็นบวก อธิบายเช่นนี้ฟังดูยุ่งยาก ลองคำนวณง่ายๆ โดยการใส่ข้อมูลในช่องด้านล่าง อาจจะเห็นภาพการคำนวณที่ชัดเจนขึ้น

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

Profitability Ratio อัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไร

อัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไรจะมีทั้งหมด 4 ชนิด แต่โดยมากมักจะได้ยินกันแพร่หลายเฉพาะ ROI หรือ ROA และ ROE ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนั้นได้กล่าวไปแล้ว สามารถดูย้อนหลังได้จากเมนูด้านบน หัวข้อย่อย "เครื่องคำนวณทางการเงิน" ภายใต้หัวข้อหลัก "Knowsledge" ในครั้งนี้จะเพิ่มเรื่อง Profit Margin on Sale และ เรื่อง BEP Ratio พร้อมโปรแกรมคำนวณให้ทดสอบ ทั้งหมดจะเป็นเรื่องของการวัดประสิทธิภาพในการบริหารงานในการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์และหนี้สิน มีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ในการดำเนินงาน

Profit Margin on Sales
อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อยอดขาย


ส่วนของกำไรสุทธิที่นำมาใช้ในการคำนวณจะรวมส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นสามัญหรือส่วนของเจ้าของด้วย
[CP_CALCULATED_FIELDS id="19"]

BEP Ratio : Basic Earning Power
อัตราส่วนกำไรขั้นต้นต่อสินทรัพย์


ส่วนของผลตอบแทนที่นำมาคำนวณจะเป็นกำไรขั้นต้นที่ยังไม่ได้หักภาษีและดอกเบี้ยจ่าย เหมาะสำหรับใช้เปรียบเทียบกิจการที่มีโครงสร้างของเงินทุนและหนี้สินแตกต่างกัน
[CP_CALCULATED_FIELDS id="20"]

ROA or ROI
อัตราส่วนผลตอบแทนจากสินทรัพย์


ROI (Return on Investment) หรือ ROA (Return on Total Assets) อัตราส่วนนี้จะแตกต่างจาก BEP Ratio เนื่องจากใช้กำไรสุทธิ หรือ EBITDA เป็นผลตอบแทนจากสินทรัพย์หลังหักดอกเบี้ยจ่าย และภาษี รายละเอียดเพิ่มเติม
[CP_CALCULATED_FIELDS id="6"]

ROE (Return on Common Equity)
อัตราส่วนผลตอบแทนส่วนของเจ้าของ


อัตราส่วนนี้ต่างจาก ROA หรือ ROI เนื่องจากใช้วัดเฉพาะส่วนของเจ้าของที่ได้รับจากการลงทุน รายละเอียดเพิ่มเติม
[CP_CALCULATED_FIELDS id="9"]

อัตราส่วนการบริหารหนี้สิน Debt Management Ratios

การจัดหาเงินทุนด้วยการก่อหนี้ หรือ Financial Leverage นั้นจะมีผลให้สามารถควบคุมกิจการได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม เพิ่ม/ลดความเสี่ยงจากเงินทุนส่วนของเจ้าของลง โดยการเพิ่ม/ลดความเสี่ยงฝั่งเจ้าหนี้ ได้รับส่วนต่างของการทำกำไรที่ให้ผลตอบแทนได้มากกว่าอัตราดอกเบี้ย แต่จะต้องแบกรับความเสี่ยงในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและอาจทำให้ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายจากการก่อหนี้ด้วยเช่นกัน

ในการพิจารณาเกี่ยวกับอัตราส่วนทางการเงินในการบริหารจัดการหนี้สิน จะพิจารณา 3 ประเด็นใหญ่ คือ การจัดหาเงินทุน ความสามารถในการจ่ายชำระดอกเบี้ย และความสามารถในการชำระค่าใช้จ่ายประจำทางการเงิน

อัตราส่วนหนี้สิน
Debt Ratio


ใช้วัดเพื่อดูสัดส่วนการจัดหาเงินทุนจากเจ้าหนี้ หรืออัตราส่วนของหนี้สินทั้งหนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินระยะยาว จากสินทรัพย์ทั้งสิ้น จะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างหนี้สินกับสินทรัพย์ โดยจะเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
[CP_CALCULATED_FIELDS id="16"]

ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (TIE)
Ability to Pay Interst (Times - Interest Earned)


แสดงความสามารถในการชำระดอกเบี้ยที่หากมีค่าสูง ความเสี่ยงทางการเงินจะต่ำ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว หากเป็นการลงทุนระยะสั้นควรพิจารณาอัตราส่วนในหัวข้อถัดไปเพิ่มเติม
[CP_CALCULATED_FIELDS id="17"]

ความสามารถในการชำระค่าใช้จา่ยประจำทางการเงิน
Ability to Service Debt : EBITDA Corage Ratio


มีประโยชน์สำหรับการลงทุนระยะสั้น เพราะได้รวมค่าใช้จ่ายทางการเงินคงที่ หรือ all fixed financial charges ในการคำนวณ เพิ่มเติมจากการคำนวณหาอัตราส่วนแบบ TIE ที่จะพิจารณาเฉพาะความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยเท่านั้น ซึ่งควรพิจารณาในเรื่องของค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆ นอกจากดอกเบี้ยจา่ยเช่น ค่าเช่าสินทรัพย์ถาวร ที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ปรากฎเป็นหนี้สินในงบดุล และ EBIT ไม่ได้แสดงถึงกระแสเงินสดทั้งสิ้นที่จะนำมาชำระหนี้ได้ โดยเฉพาะกรณีที่ธุรกิจมีการคิดค่าเสื่อมราคาสูงหรือมีรายจ่ายตัดบัญชี (amortization charges) ด้วย
[CP_CALCULATED_FIELDS id="18"]

อัตราส่วนวัดประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ ASSET MANAGEMTNE RATIO

ASSET MANAGEMTNE RATIO
อัตราส่วนวัดประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์


ใช้วัดประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์รายการต่างๆ ในงบดุลว่าก่อให้เกิดประโยชน์แก่ธุรกิจเพียงใด มีสินทรัพย์มากน้อยเกินไปหรือไม่ โดยค่าที่ได้ทั้งหมดจะนำไปเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมก่อนเป็นอันดับแรก

อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือ
The Inventory Turnover Ratio


แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในสินค้าคงเหลือมากเกินไปหรือไม่ ถ้าการหมุนของสินค้าคงเหลือสูงแสดงว่าสินค้าขายได้ง่าย มีสภาพคล่องสูง แต่หากอัตราส่วนนี้ต่ำแสดงว่าลงทุนในสินค้ามากเกินไป อัตราส่วนนี้ใช้ประเมินประสิทธิภาพของสินค้าคงคลังด้วย
[CP_CALCULATED_FIELDS id="12"]

อัตราการเก็บหนี้ถัวเฉลี่ย
DSO: The Days Sales Outstanding


ผลการคำนวณระยะเวลาในการเก็บหนี้ถัวเฉลี่ย (DSO) ทำให้ทราบระยะเวลาการเก็บเงินถัวเฉลี่ยหลังการขายเป็นเงินเชื่อ ซึ่งควรเปรียบเทียบผลการคำนวณ DSO กับเงื่อนไขการขายด้วย
[CP_CALCULATED_FIELDS id="13"]

ในกรณีที่ค่า DSO ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ควรพิจารณานโยบายการขายเชื่อและระยะเวลาในการให้เครดิตแก่ลูกค้า

อัตราการหมุนของสินทรัพย์ถาวร
The Fix Assets Turnover Ratio


[CP_CALCULATED_FIELDS id="14"]

อัตราการหมุนของสินทรัพย์
The Total Assets Turnover Ratio


ประเมินประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ทั้งสิ้นเพื่อก่อให้เกิดยอดขาย ทำให้ทราบถึงประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์มากเกินไปหรือไม่ กรณีที่ค่า Total Assets Turnover ต่ำควรตรวจสอบประสิทธิภาพของสินทรัพย์แต่ละประเภทเพื่อทราบสาเหตุที่แท้จริง ต่อไป
[CP_CALCULATED_FIELDS id="15"]

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558

Liquidity ratio วัดสภาพคล่องด้วยอัตราส่วนทางการเงิน

สินทรัพย์สภาพคล่อง (Liquid asset) เป็นสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วโดยราคาไม่ลดลงมากนัก การวิเคราะห์อัตราส่วนจะช่วยวัดสภาพคล่องของกิจการได้ง่าย การใช้อัตราส่วนวัดสภาพคล่อง (Liquidity Ratio) จะเป็นอัตราส่วนที่แสดงความสัมพันธ์ของเงินสด และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ ของกิจการกับหนี้สินหมุนเวียน มี 2 ชนิดที่นิยมใช้กัน Current Ratio และ Quick Ratio โดยค่าที่ได้จะนำไปเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเดียวกันก่อนเป็นอันดับแรกก่อนจะนำไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัท
สินทรัพย์หมุนเวียน: เงินสด,หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด,ลูกหนี้การค้า,สินค้าคงเหลือ
หนี้สินหมุนเวียน: เจ้าหนี้การค้า,ตั๋วเงินจ่ายระยะสั้น,ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย,หนี้สินระยะยาวที่ครบกำหนดชำระในเวลา 1 ปี

อัตราส่วนหมุนเวียน: ความสามารถในการชำระหนี้สินระยะสั้นที่ครบกำหนดชำระ
Current Ratio : Ability to Meet Short - Term Obligations


อัตราส่วนนี้จะแสดงให้ทราบว่ามีความสามารถในการชำระนหี้สินหมุนเวียนมากน้อยเพียงไร
[CP_CALCULATED_FIELDS id="10"]

อัตราส่วนหมุนเร็ว
Quick or Acid Test Ratio


สำหรับวัดความสามารถในการชำระหนี้สินหมุนเวียนเช่นเดียวกับ Current Ratio โดยไม่ต้องขายสินค้าคงเหลืออยู่ เพราะถือว่าสินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีสภาพคล่องต่ำที่สุด Quick Ratio จึงวัดสภาพคล่องได้ดีกว่า Curren Ratio
[CP_CALCULATED_FIELDS id="11"]

เมื่อกล่าวถึง LIQUIDITY RATIO ทำให้ให้นึกถึง LIQUIDITY TRAP กับดักสภาพคล่อง ที่มักจะเอ่ยถึงทุกครั้งที่ประเทศใดประเทศหนึ่งลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยปกติหากมีการลดดอกเบี้ยก็เพื่อต้องการให้เงินหมุนเวียนในระบบ เกิดการจับจ่ายใช้สอย หรือการลงทุน แต่ประชาชนหรือนักลงทุนกลับนำไปเก็บออมไว้แทน เพราะขาดความเชื่อมั่น ทำให้เกิดกับดักสภาพคล่อง และเมื่ออุปสงค์ลดลง แต่ราคาสินค้าไม่ลดลงตาม อาจจะเนื่องจากปัจจัยการผลิต ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดปัญหากับภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจไม่เติบโต หรือ Stagflation

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558

คำนวณจำนวนเงินผ่อนชำระต่อเดือน EMI

จำนวนเงินผ่อนชำระต่อเดือน (EMI) คืออะไร
EMI (Equated Monthly Installment) คือยอดผ่อนชำระที่เท่าๆ กันที่คุณจะต้องชำระคืนกับยอดสินเชื่อ ซึ่ง EMI จะรวมดอกเบี้ยและเงินต้นเข้าด้วยกัน ในระหว่างระยะเวลาที่ชำระคืน ยอด EMI จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงถ้าดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตาม การแยกระหว่างดอกเบี้ยกับเงินต้น ทำให้EMI ไม่คงที่ ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นของสินเชื่อ ยอดดอกเบี้ยจะสูงในขณะที่เมื่อเวลาผ่านไปนานมากขึ้น จำนวนเงินต้นก็จะลดลง ทำให้ดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้องลดลงไปด้วย

*เปลี่ยนแปลงรายละเอียดในช่องข้อมูลจะเปลี่ยนเองอัตโนมัติ

[mortgage-calculator]

ลองเปลี่ยนมุมมองและแง่คิดโดยการเปลี่ยนสถานะของตัวเองจากผู้ขอสินเชื่อเป็นผู้อนุมัติสินเชื่อโดยยังคงสถานะเป็นผู้ครอบครองอสังหาฯ จนกว่าจะปล่อยขาย บางทีอาจจะได้วิธีการบริหารจัดการอสังหาฯ ในสไตล์ของตัวเองขึ้นก็ได้

 

คำนวณ ROE วัดความสามารถในการทำกำไรจากการก่อหนี้ดอกเบี้ยขาลง

เมื่อ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายลง และธนาคารพาณิชย์ก็จะเริ่มจัดขบวนพาเหรดจัดเคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำออกมา ติดอยู่ก็เพียงแต่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแม้จะมีความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดนี้ และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับที่สูงจากการก่อหนี้ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรก หรือภาวะที่ค่าครองชีพถีบตัวสูง จึงอาจจะทำให้สถาบันการเงินค่อนข้างเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จึงเป็นเรื่องที่ควรจะให้ความสนใจเกี่ยวกับ ROE ที่โดยส่วนมากมักจะมองเพียงสูงหรือต่ำ หรือเปรียบเทียบกับ ROA หรือ ROI ทั้งที่จริงการเปรียบเทียบในลักษณะเพียงแค่สูงหรือต่ำก่อนจะวัดจาก ROI  ROA  ROE ทุกตัวต้องวัดกับ..ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ก่อนเป็นอันดับแรก

25 มีนาคม 2558
วันนรัตน์

ROE (Return on Equity) เป็นอัตราส่วนทางการเงินอีกชนิดที่ใช้ในการการวัดความสามารถในการทำกำไร ผลลัพธ์จากการคำนวณจะออกมาในรูปของเปอร์เซ็นต์เพื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ซึ่งมีความคล้ายกับการคำนวณ ROA หรือ ROI แตกต่างกันในส่วนของทุน โดย ROA หรือ ROI จะพิจารณาจากสินทรัพย์รวม แต่สำหรับ ROE จะพิจารณาในส่วนของแหล่งที่มาของทุนเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะหาทุนมาจากการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน การออกหุ้นกู้ ออกหุ้นเพิ่มทุน ภายหลังจากการดำเนินงานจะประเมินผลภายหลังที่หักภาษีและดอกเบี้ยแล้วเป็นกำไรสุทธิ จะทำให้ทราบว่ามีการบริหารจัดการทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

โดยเมื่อเปรียบเทียบค่าของ ROA หรือ ROI กับ ROE แล้วจะเห็นความแตกต่างและความสัมพันธ์ที่จะบ่งชี้ให้ทราบว่ามีการใช้ทุนจาก การกู้ยืมมากน้อยเพียงใด และสามารถนำทุนดังกล่าวสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

กรณีที่ไม่มีการกู้ยืม ROI หรือ ROA จะมีค่าเท่ากับ ROE ต่อเมื่อมีการกู้ยืม ทุนบางส่วนมาจากการกู้ยิม การคำนวณ ROE จึงต้องนำ ROA หรือ ROI มาคูณด้วยอัตราส่วนสินทรัพย์ต่อส่วนของเจ้าของ (equity multipier) โดยจะนำสินทรัพย์ทั้งหมดมาหารด้วยส่วนของเจ้าของ ROE = ROA × equity multipier ซึ่งอาจจะคำนวณโดยตรงจาก ดังนี้


[CP_CALCULATED_FIELDS id="9"]

ได้ ROE แล้วลองคำนวณ ROI เพื่อเปรียบเทียบ

[CP_CALCULATED_FIELDS id="6"]

ปัญหาเกี่ยวกับ ROE

ต่อคำถามที่ว่า ถ้าบริษัทมี ROE สูงขึ้นแล้วจะทำให้ความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ คำตอบ คือ ไม่จำเป็น (แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว ROE กับความมั่งคั่งจะมีความสัมพันธ์กันและถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง) ถ้าใช้ ROE เพียงอย่างเดียวเพื่อวัดผลการดำเนินงานแล้วอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ROE ไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง ขณะที่ผู้ถือหุ้นต้องการผลตอบแทนแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาเรื่องความเสี่ยงด้วย

2. ROE นั้นไม่ได้พิจารณาจำนวนเงิน แต่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นอาจจะลองมองที่ 90% ของ จำวนเงิน 100 บาท เปอร์เซ็นต์สูงแต่เมื่อคิดเป็นจำนวนเงินเท่ากับ 90 บาท แต่ 20% ของเงินจำนวน 1,000 บาท ให้เปอร์เซ็นต์ต่ำแต่เมื่อคิดเป็นจำนวนเงินเท่ากับ 200 บาท

3. การมองเฉพาะ ROE ที่มีค่าสูง  อาจทำให้พลาดโอกาสในการลงทุนโครงการที่ดี เพราะกลัวการลงทุนโครงการใหม่ที่มี ROE ต่ำจะกดให้ ROE รวมของตัวเองต่ำลง

เหตุผลจากการที่ ROA จะสูงหรือต่ำขึ้นกับ Profit Margin กับ Assets Turnover ดังนั้น ในกรณีที่  ROA  มีค่าสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย ROE ก็จะยิ่งสูงกว่า ROA ชี้ให้เห็นว่ากำไรที่เกิดขึ้นเป็นการใช้ทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเกิดจากการใช้ข้อได้เปรียบจากการก่อหนี้ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีการพิจารณาเรื่องทุนในส่วนของกู้ยืม จึงต้องพิจารณาในส่วนของความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งเป็นอัตราส่วนทางการเงินอีกชนิดที่ใช้ในการวัดสภาพคล่อง รวมทั้งการวัดความสามารถในการการบริหารหนี้สิน และการประเมินเรื่องความเสี่ยงและขนาดของโครงการควบคู่ไปด้วย

อัตราส่วนทางการเงินเหล่านี้ใช้วิเคราะห์งบการเงินเพื่อคาดการณ์ผลจากการลงทุนในอนาคต และประเมินผลโครงการที่ลงทุนเพื่อปรับปรุงและแก้ไข หากไม่เบื่อกันไปเสียก่อนและคิดว่ามีประโยนชน์จะทะยอยนำเสนออัตราส่วนทางการเงินชนิดอื่นๆ เพิ่มเติมในภายหลัง พร้อมโปรแกรมคำนวณ เพื่อเชื่อมโยงอัตราส่วนทางการเงินทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นแผนภูมิ และสมการ Du Pont ที่จะทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนชนิดต่างๆ ใช้ในการประเมินผลการดำเนินงาน นอกจากจะช่วยพิจารณาเลือกลงทุนแล้วยังสามารถค้นหาจุดบกพร่องเพื่อปรับปรุงและแก้ไขให้ตรงประเด็นได้อีกด้วย

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

ภาคคำนวณ ROI หรือ ROA เช็คความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์หรือเงินลงทุน

ROI (Return on Investment) หรือ ROA (Return on Asset) หรืออัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมด เป็นอัตราส่วนทางการเงินเพื่อวัดประสิทธิภาพในการทำกำไรแสดงให้เห็นว่าสินทรัพย์หรือเงินลงทุนของบริษัทหลังหักภาษีและดอกเบี้ยสามารถทำรายได้มากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม โดยคำนวณได้จาก



ผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้เปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรระหว่างบริษัทอื่นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ผลจากการคำนวณยิ่งมีเปอร์เซ็นต์สูงจะแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรมาก

*ROA จะสูงหรือต่ำขึ้นกับ Profit Margin กับ Assets Turnover (จะนำเสนอภายหลัง)

ลองคำนวณโดยการกรอกตัวเลขลงในช่องด้านล่าง
[CP_CALCULATED_FIELDS id="6"]

*สำหรับการลงทุนควรใช้เครื่องมืออื่นช่วยในการพิจารณาเพิ่มเติม