อบรม สัมมนา พัฒนาคอนโด และอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการลงทุน ร่ำรวยด้วยเงินทุนน้อย ประสบความสำเร็จเร็ว เพื่อความสุข พร้อมโครงการให้ทดลองทำจริง รวยจริง Condo Seminar, Coach,Investment ,property,real estate,training,workshop,SCI.,SCI. Pro,REI.,Thailand
วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2558
Rental Yield การคำนวณ อัตราผลตอบแทน จากการซื้ออสังหาฯ เพื่อปล่อยเช่า
Rental Yield
การคำนวณ อัตราผลตอบแทน จากการซื้ออสังหาฯ เพื่อปล่อยเช่า
ปกติเมื่อได้ยินคำว่า Yield จะนึกถึงผลตอบแทนในตราสารหนี้ หรือพันธบัตร หุ้น หรือกองทุน คิดในใจทันใดว่า หรือเจตนาคือจะให้เปรียบเทียบ Rental Yield กับผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ หุ้น หรือกองทุน แต่ก็เหมาะที่จะเอามาใช้สำหรับการการชักชวนให้การลงทุนซื้ออสังหามาปล่อยเช่า เพราะในการคำนวณได้ตัดสิ่งสำคัญหลายสิ่งออก แล้วทำให้อัตราผลตอบแทนสูงเกินจริงไปมาก แต่ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้จริงๆ ในการคำนวณหาผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ เพราะอาจทำให้ตัดสินใจลงทุนผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว จากการมองข้ามค่าใช้จ่ายที่สำคัญๆ ออกไป หรืออย่างน้อยที่สุดอาจจะผิดหวังเมื่อผลตอบแทนที่ได้รับไม่เท่ากับที่คาดการณ์ไว้ ลองดูสูตรการคำนวณหาอัตราผลตอบแทนแบบ Rental Yield ทั้ง 3 แบบ 1. Gross Rental Yield
การ คำนวณแบบแรกเป็นแบบ Gross Rental Yield แบบนี้สำหรับซื้ออสังหาเพื่อปล่อยเช่าด้วยเงินสดและต้องไม่มีค่าใช้จ่ายส่วน กลาง ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซ่อมบำรุง ภาษี ค่าเสื่อมฯ ทำให้อัตราผลตอบแทนที่คำนวณได้ "สูงเกินจริง"
แต่อย่างที่ ทราบเงินสดมีค่ามากกว่ามูลค่าที่แท้จริง ถ้านำไปลงทุน ในช่วงดอกเบี้ยขาลงแบบนี้ก็ยิ่งควรจะทำเรื่องขอกู้กับสถาบันการเงินน่าจะดี กว่า แล้วนำเงินสดไปลงทุนอย่างอื่น อาจจะได้ผลตอบแทนสองทาง ดีกว่านำเงินสดเป็นล้านซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่าเก็บกลับมาเป็น เบี้ยหัวแตกกว่าจะรวบรวมเป็นกอบเป็นกำเพื่อนำไปลงทุนต่อก็อาจจะเสียโอกาสใน การสร้างผลตอบแทนไปแล้ว
2. Net Rental Yield
แบบที่สองเป็นแบบ Net Rental Yield ที่จะนำค่าใช้จ่ายรวมทั้งปี ซึ่งโดยมากก็มักจะคำนวณเพียงค่าใช้จ่ายส่วนกลางเท่านั้น ปกติเมื่อมีรายได้จากการให้เช่า ตาม พรบ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน อัตราภาษี 12.5 % ของค่ารายปี วิธีคำนวณค่ารายปีคือ ค่าเช่าต่อเดือนคูณ 12 เดือน สมมติลองเอาภาษีไปใส่บางทีผลตอบแทนที่คำนวณไว้อาจจะลดลงถึง 2% เลยทีเดียว แต่แค่ส่วนเดียว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ จะเห็นว่าถ้าเก็บค่าใช้จ่ายมาไม่หมดจะได้ค่าตอบแทนในอัตราที่สูง
3. Cash on Cash Rental Yield
แบบที่สาม สำหรับกรณีที่ซื้อด้วยเงินผ่อน เฉพาะปีแรกที่ซื้อ เมื่อมีคำว่าผ่อนก็มีคำว่าดอกเบี้ยการจะคำนวณเฉพาะปีแรกที่ซื้ออาจจะใช้ อัตราดอกเบี้ยคงที่ แต่ปีต่อๆ ไปอาจกลายเป็นดอกเบี้ยลอยตัวซึ่งจะสูงกว่าปีแรกมากโขอยู่ ฉะนั้นจะคิดแต่เพียงปีแรกไม่ได้ หากไม่คิดให้ดีปีต่อๆ เห็นค่ายิลล์ 12% แต่เห็นตัวเงินสดจริงๆ เพียง 2,600 พอหักภาษี..ติดลบ
วิธีนี้คิดหลายชั้น จริงๆ เพราะมักจะคิดค่าใช้จ่ายรวมทั้งปีเฉพาะค่าส่วนกลางซึ่งเป็นค่าคงที่อยู่แล้ว ก็เพียง นำค่าเช่าต่อเดือน - ค่าใช้จ่ายต่อเดือน - เงินผ่อนต่อเดือน คูณ 12 เดือน แล้วค่อยหารยอดรวมของเงินจอง เงินดาวน์ ค่าตกแต่ง ทีเดียวเลยก็ได้
สังเกตการคำนวณแบบ Rental Yield ในส่วนของค่าใช้จ่ายโดยทั่วๆ ไปมักจะกล่าวเพียงค่าใช้จ่ายส่วนกลางเท่านั้น โดยเฉพาะกรณีแรก Gross Rental Yield จะไม่กล่าวถึงค่าใช้จ่ายเลย ประมาณว่าไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนกลางจึงถือว่าไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดปี ทั้งที่ในความเป็นจริงค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนผันแปรนอกจากต้นทุนคงที่ที่เป็นตัวอสังหาจะแยกออกมาได้หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นอัตราภาษี ค่าเสื่อมราคา และแม้การคำนวณแบบ Cash on Cash Rental Yield จะมีการนำเงินผ่อนซึ่งรวมดอกเบี้ยมาร่วมในการคำนวณด้วย ที่อาจจะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นที่จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตรา ดอกเบี้ยแบบลอยตัวครึ่งนึงเลยทีเดียว เว้นเสียแต่จะกู้เพียงปีเดียว แต่โดยมากสถาบันการเงินมักจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ให้เฉพาะสำหรับการปล่อยสินเชื่อระยะยาว และยังมีค่าตกแต่งที่ในปีถัดไปก็จะยังคงอยู่แต่อาจจะตัดเงินจองและเงินดาวน์ ออก ไม่ว่าอย่างไรการคำนวณแบบที่สาม หรือ Cash on Cash Rental Yield คงใช้คำนวณคร่าวๆ ได้เพียงในปีแรกเท่านั้น ที่จะทำให้ดูว่าได้รับผลตอบแทนสูง ส่วนปีต่อๆ ไป ค่ายิลล์จะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
ถึงตรงนี้จะเห็นได้ชัดแล้วว่าค่า ใช้จ่ายต่างๆ ที่เป็นต้นทุนจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกดอัตราผลตอบแทนจากการคำนวณแบบ Rental Yield ให้ต่ำลง หากไม่เก็บค่าใช้จ่ายมาให้ครบผลการคำนวณจะให้ค่าของผลตอบแทนในอัตราที่สูง เกินจริง และส่วนนี้นี่เองที่จะทำให้ติดกับดักค่า Rental Yield
สรุป รวมๆ ทั้งหมดคือการประมาณการคร่าวๆ ที่จะไม่มีวันได้เห็นวิธีการคำนวณเพื่อหาผลตอบแทนจากการเช่าแบบนี้ในโครงการ ใหญ่ๆ ในเลือกลงทุนพัฒนาอสังหาเพื่อการปล่อยเช่า เพราะอสังหาริมทรัพย์มีสภาพคล่องต่ำประมาณการเพียงปีเดียวคงไม่ได้ เพราะคงไม่คืนทุนกันภายใน 1 ปีแน่นอน เว้นเสียแต่จะสามารถเก็บค่าเช่าได้เดือนละ 9% ของราคาอสังหาที่ซื้อมาปล่อยเช่า ถ้าซื้อมาสองล้านกว่าก็ต้องเก็บค่าเช่าให้ได้เดือนละเกือบสองแสน จึงจะสามารถคืนทุนได้ในปีเดียวถ้าทำได้ แต่จะได้กำไรก็ต้องทำให้ได้มากกว่า 12 เดือน กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ว่าในระหว่างปีก็ใช่ว่าจะมีคนเช่าตลอดทั้ง 12 เดือนเสมอไปต่อให้ค่าเช่าไม่ถึงสองหมื่น
มีเครื่องมือในการคำนวณหาผล ตอบแทนจากการลงทุนอีกมากมายที่จะพิจารณารายละเอียดต่างๆ ที่สำคัญๆ และคิดว่าสมควรนำมาใช้ในการคำนวณมากกว่า การใช้ Rental Yield เช่น FC, VC, BEP, PB, NPV, IRR เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนและใกล้เคียงความจริงให้มากที่สุด และน่าจะเป็นการคำนวณเพื่อพิจารณาเลือกลงทุนอย่างปลอดภัยที่สุดด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นแล้วอาจทำให้เกิดภาวะการลงทุนที่ผิดพลาดไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาด ว่าจะได้รับทุนจมไม่คุ้มค่าการลงทุน และโอกาสเติบโตก็มืดมนไปด้วย
ลองคำนวณ Rental Yield ทั้ง 3 แบบ
ยอดขาย-ขอสินเชื่อทะลุเป้าสะท้อนความเชื่อมั่นตลาดดี
3 สมาคมอสังหาฯ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย แจงผลสรุปการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 32 ประสบความสำเร็จเกินคาด เผยยอดผู้ลงทะเบียนชมงานมากกว่าแสนราย ด้านยอดขายที่อยู่อาศัยในงานทะลุ 3,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดขอสินเชื่อภายในงานเพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ล้านบาท
นายอารีศักดิ์ เสถียรภาพอยุทธ์ ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 32 กล่าวว่า งานมหกรรมบ้านและคอนโดในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ 3 สมาคมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งได้จัดงานดังกล่าวขึ้นในทุกๆ ปี โดยในปี 58 มีผู้ประกอบการกว่า 200 ราย ที่นำโครงการที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบจากทำเลเด่นทั่วประเทศมานำเสนอขายมากกว่า 600 โครงการ พร้อมจัดโปรโมชัน ประกอบกับได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงิน ซึ่งเข้ามาร่วมออกบูทให้บริการด้านสินเชื่อ ส่งผลให้การจัดงานในปีนี้ประสบความสำเร็จเกิดคาด
โดยในงานดังกล่าวมีผู้ลงทะเบียนเข้าชมงานมากกว่าแสนราย เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน ขณะที่ในด้านของยอดขายที่อยู่อาศัยในงานนั้นก็ประสบความสำเร็จด้วยดีโดยมี ยอดขายในงานกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ในด้านการยื่นขอสินเชื่อในงานก็มียอดการยื่นขอสินเชื่อสูงถึง 30,000 ล้านบาท สูงกว่าการจัดงานในครั้งที่ผ่านๆ มา แม้ว่าภาวะกำลังซื้อของลูกค้าในตลาดปัจจุบันจะได้รับผลกระทบจากภาวะการฟื้น ตัวของเศรษฐกิจหลังรัฐประหารและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น แต่ความสำเร็จในงานที่เกิดขึ้นก็สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังคงมีดีมานด์ที่ขยาย ตัวอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ โครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับความสนใจจองซื้อมากที่สุด เมื่อเทียบกับจำนวนยูนิตที่จองซื้อในงานมหกรรมฯ ครั้งนี้ ยังคงเป็นคอนโดมิเนียมในสัดส่วน 74.93% รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว 13.80% ทาวน์เฮ้าส์ 10.14% ที่เหลือเป็นสินค้าประเภทบ้านแฝด และอื่นๆ 1.13% อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากจบงานจะมียอดขายตามมาอีก 2-3 เท่าตัว
นายอารีศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับผลสรุปข้อมูลจากการสำรวจภายในงานพบว่า ผู้เข้าชมงานกว่า 36.92% เป็นผู้ที่เคยมาเข้าชมงานในครั้งก่อน และอีกประมาณ 63.08% เป็นผู้เข้าชมงานมหกรรมเป็นครั้งแรก ผู้เข้าชมงานกว่า 55.64% มีอาชีพเป็นพนักงานเอกชน รองลงมาอาชีพเจ้าของกิจการ 11.08% ที่เหลือมีอาชีพรับราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และค้าขายอิสระในสัดส่วนใกล้เคียงกัน
ด้านรายได้ส่วนตัวต่อเดือน พบว่าส่วนใหญ่มีรายได้อยู่ระหว่างไม่เกิน 30,000 บาท 44.20% มีรายได้ระหว่าง 30,000-50,000 บาท 30.15 % และมีรายได้เกิน 50,000 บาท 10.20% นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่ 86.98% ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ โดยมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครกว่า 60.34% รองลงมา จังหวัดนนทบุรี ประมาณ 11.60% และ 5 จังหวัดปริมณฑล ประมาณ 14% ลักษณะที่อยู่อาศัยในปัจจุบันของผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยว 36.98% ทาวน์เฮ้าส์ 16.64% คอนโดมิเนียม 14.97% ที่เหลือเป็นหอพัก, แฟลต, อพาร์ตเมนต์ ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ 17.05%
ส่วนประเภทที่อยู่อาศัยที่จะซื้อในอนาคต 86.98% ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ และ 13.02% เป็นบ้านมือ 2 ระยะเวลาที่ต้องการซื้อในอนาคต 1-2 ปี 21.54% ระยะเวลา 6-12 เดือน 19.38% และระยะเวลา 1-3 เดือน 11.84% ด้านผลสำรวจด้านงบประมาณในการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ละประเภทเรียงลำดับตามความ ต้องการ คือ ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับราคา 1-2 ล้านบาท 36.33% ราคา 2-3 ล้านบาท 25.49% ราคา 3-4 ล้านบาท 15.44% และราคา 4-6 ล้านบาท 9.01% และราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท 9.01%
“สำหรับงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 33 ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้มีกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-11 ตุลาคม 2558 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”
ที่มา: http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000031228
นายอารีศักดิ์ เสถียรภาพอยุทธ์ ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 32 กล่าวว่า งานมหกรรมบ้านและคอนโดในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ 3 สมาคมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งได้จัดงานดังกล่าวขึ้นในทุกๆ ปี โดยในปี 58 มีผู้ประกอบการกว่า 200 ราย ที่นำโครงการที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบจากทำเลเด่นทั่วประเทศมานำเสนอขายมากกว่า 600 โครงการ พร้อมจัดโปรโมชัน ประกอบกับได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงิน ซึ่งเข้ามาร่วมออกบูทให้บริการด้านสินเชื่อ ส่งผลให้การจัดงานในปีนี้ประสบความสำเร็จเกิดคาด
โดยในงานดังกล่าวมีผู้ลงทะเบียนเข้าชมงานมากกว่าแสนราย เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน ขณะที่ในด้านของยอดขายที่อยู่อาศัยในงานนั้นก็ประสบความสำเร็จด้วยดีโดยมี ยอดขายในงานกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ในด้านการยื่นขอสินเชื่อในงานก็มียอดการยื่นขอสินเชื่อสูงถึง 30,000 ล้านบาท สูงกว่าการจัดงานในครั้งที่ผ่านๆ มา แม้ว่าภาวะกำลังซื้อของลูกค้าในตลาดปัจจุบันจะได้รับผลกระทบจากภาวะการฟื้น ตัวของเศรษฐกิจหลังรัฐประหารและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น แต่ความสำเร็จในงานที่เกิดขึ้นก็สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังคงมีดีมานด์ที่ขยาย ตัวอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ โครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับความสนใจจองซื้อมากที่สุด เมื่อเทียบกับจำนวนยูนิตที่จองซื้อในงานมหกรรมฯ ครั้งนี้ ยังคงเป็นคอนโดมิเนียมในสัดส่วน 74.93% รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว 13.80% ทาวน์เฮ้าส์ 10.14% ที่เหลือเป็นสินค้าประเภทบ้านแฝด และอื่นๆ 1.13% อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากจบงานจะมียอดขายตามมาอีก 2-3 เท่าตัว
นายอารีศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับผลสรุปข้อมูลจากการสำรวจภายในงานพบว่า ผู้เข้าชมงานกว่า 36.92% เป็นผู้ที่เคยมาเข้าชมงานในครั้งก่อน และอีกประมาณ 63.08% เป็นผู้เข้าชมงานมหกรรมเป็นครั้งแรก ผู้เข้าชมงานกว่า 55.64% มีอาชีพเป็นพนักงานเอกชน รองลงมาอาชีพเจ้าของกิจการ 11.08% ที่เหลือมีอาชีพรับราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และค้าขายอิสระในสัดส่วนใกล้เคียงกัน
ด้านรายได้ส่วนตัวต่อเดือน พบว่าส่วนใหญ่มีรายได้อยู่ระหว่างไม่เกิน 30,000 บาท 44.20% มีรายได้ระหว่าง 30,000-50,000 บาท 30.15 % และมีรายได้เกิน 50,000 บาท 10.20% นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่ 86.98% ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ โดยมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครกว่า 60.34% รองลงมา จังหวัดนนทบุรี ประมาณ 11.60% และ 5 จังหวัดปริมณฑล ประมาณ 14% ลักษณะที่อยู่อาศัยในปัจจุบันของผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยว 36.98% ทาวน์เฮ้าส์ 16.64% คอนโดมิเนียม 14.97% ที่เหลือเป็นหอพัก, แฟลต, อพาร์ตเมนต์ ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ 17.05%
ส่วนประเภทที่อยู่อาศัยที่จะซื้อในอนาคต 86.98% ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ และ 13.02% เป็นบ้านมือ 2 ระยะเวลาที่ต้องการซื้อในอนาคต 1-2 ปี 21.54% ระยะเวลา 6-12 เดือน 19.38% และระยะเวลา 1-3 เดือน 11.84% ด้านผลสำรวจด้านงบประมาณในการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ละประเภทเรียงลำดับตามความ ต้องการ คือ ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับราคา 1-2 ล้านบาท 36.33% ราคา 2-3 ล้านบาท 25.49% ราคา 3-4 ล้านบาท 15.44% และราคา 4-6 ล้านบาท 9.01% และราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท 9.01%
“สำหรับงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 33 ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้มีกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-11 ตุลาคม 2558 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”
ที่มา: http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000031228
SPCG นำร่อง เจ้าแรกจับมือ โฮมโปร 72 สาขา ลุยขาย “โซลาร์ รูฟ” ทั่วประเทศ
“เอกชน” เด้งรับนโยบายรัฐ ดัน “โซลาร์ รูฟ” SPCG นำร่องเจ้าแรกจับมือ โฮมโปร 72 สาขาลุยขายทั่วประเทศ แนะคนไทยรีบยื่นขอติดตั้งขายไฟฟ้าให้ กฟน.และ กฟภ.ก่อนหมดเขต 30 มิ.ย.นี้ ชูกำไร 2 เด้ง สร้างความมั่นคงพลังงานชาติ-เซฟเงินในกระเป๋า
น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงนโยบายรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนให้มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงาน แสงอาทิตย์บนหลังคาของบ้านเรือน (โซลาร์ รูฟ) ว่าในวันที่ 30 มิถุนายน 2558 นี้แล้วจะครบกำหนดการยื่นแบบขอจำหน่ายกระแสไฟฟ้าแบบโซลาร์รูฟให้กับการไฟฟ้า นครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และต้องจำหน่ายกระแสไฟฟ้าภายในวันที่ 31 ธ.ค. ซึ่งขณะนี้บริษัทเอสพีซีจีกำลังเร่งดำเนินการตามแผนนโยบายรัฐบาล ในการผลักดันให้การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาสำหรับ บ้านเรือนได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อนโยบายรัฐ ซึ่งนอกจากเป็นการช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเพื่อความมั่นคงทาง พลังงานให้กับประเทศชาติแล้ว ยังเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนด้วยในระยะยาวด้วย
น.ส.วันดี กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับสถาบันการเงินหลายแห่งเพื่อปล่อยสินเชื่อให้ กับผู้ติดตั้งโซลาร์ รูฟ และการจัดตั้งบริษัทสินเชื่อเช่าซื้อ หรือลีสซิ่ง ซึ่งกำลังเจรจากับสถาบันการเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน เบื้องต้นคาดว่าไตรมาส 2 จะสามารถเดินหน้าได้ อย่างไรก็ตาม วงเงินปล่อยกู้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.8-8.2 แสนบาทต่อครัวเรือน
“ปัญหาใหญ่ที่ทำให้โซลาร์ รูฟสำหรับบ้านเรือนไม่เกิด เพราะติดขัดเรื่องสินเชื่อที่ไม่มีสถาบันการเงินกล้าปล่อยกู้ เนื่องจากยังเป็นของใหม่ ต้องใช้เวลาคืนทุนภายใน 8-9 ปี อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วเห็นว่าไม่ได้เป็นเวลานานนัก ที่สำคัญถือว่าคุ้มมากในระยะยาว”
น.ส.วันดี กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าโซลาร์รูฟบ้านเรือนเฟสแรกที่ 1,000 หลังคาเรือน มีมูลค่าการติดตั้งรวม 350 ล้านบาท ตั้งเป้าเฟสที่ 2 มูลค่า 600 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายระยะยาวมองไว้ที่ 3,000 หลัง และมองว่าตลาดโซลาร์รูฟบ้านเรือนมีมูลค่า 4-5 พันล้านบาทต่อปี สำหรับช่องทางจำหน่ายหลักของบริษัทนั้น เอสพีซีจีได้ร่วมมือกับ บริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) เป็นผู้แทนจำหน่ายซึ่งมี 72 สาขาทั่วประเทศ
“ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” ที่มีคุณภาพดีที่สุด แบบติดตั้งบนหลังคาบ้าน และอาคารต่างๆ ได้แก่ “SPR Solar Roof” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด (SPR) บริษัทในเครือของ SPCG มีผลิตภัณฑ์ 3 ขนาด คือ Small (เล็ก) ขนาด 2.75 กิโลวัตต์ Medium (กลาง) ขนาด 3.75 กิโลวัตต์ และ Large (ใหญ่) ขนาด 4.5 กิโลวัตต์ รับประกันคุณภาพนานถึง 25 ปี
ทั้งนี้ บริษัทเอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เพื่อพัฒนาธุรกิจโซลาร์ รูฟ โดยแต่งตั้งให้ “โฮมโปร” เป็นผู้แทนจำหน่าย “ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” ที่มีคุณภาพดีที่สุด และขณะนี้บริษัท เอสพีซีจี ได้ตั้งบูทร่วมกิจกรรมกับ บริษัทโฮมโปรฯ ในงาน “มหกรรมต้นแบบงานเรื่องบ้านตัวจริงและครบวงจร HomePro Expo ครั้งที่ 21” ระหว่างวันที่ 13 - 22 มี.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีด้วย
นอกจากนี้ ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบรายงานการศึกษาเรื่อง โครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟอย่างเสรี (ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์สำหรับบ้านและอาคาร) ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน สปช.พิจารณาเสร็จแล้ว และได้ส่งให้ ครม.พิจารณาต่อไปแล้ว
ที่มา: http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000032378
น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงนโยบายรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนให้มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงาน แสงอาทิตย์บนหลังคาของบ้านเรือน (โซลาร์ รูฟ) ว่าในวันที่ 30 มิถุนายน 2558 นี้แล้วจะครบกำหนดการยื่นแบบขอจำหน่ายกระแสไฟฟ้าแบบโซลาร์รูฟให้กับการไฟฟ้า นครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และต้องจำหน่ายกระแสไฟฟ้าภายในวันที่ 31 ธ.ค. ซึ่งขณะนี้บริษัทเอสพีซีจีกำลังเร่งดำเนินการตามแผนนโยบายรัฐบาล ในการผลักดันให้การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาสำหรับ บ้านเรือนได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อนโยบายรัฐ ซึ่งนอกจากเป็นการช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเพื่อความมั่นคงทาง พลังงานให้กับประเทศชาติแล้ว ยังเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนด้วยในระยะยาวด้วย
น.ส.วันดี กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับสถาบันการเงินหลายแห่งเพื่อปล่อยสินเชื่อให้ กับผู้ติดตั้งโซลาร์ รูฟ และการจัดตั้งบริษัทสินเชื่อเช่าซื้อ หรือลีสซิ่ง ซึ่งกำลังเจรจากับสถาบันการเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน เบื้องต้นคาดว่าไตรมาส 2 จะสามารถเดินหน้าได้ อย่างไรก็ตาม วงเงินปล่อยกู้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.8-8.2 แสนบาทต่อครัวเรือน
“ปัญหาใหญ่ที่ทำให้โซลาร์ รูฟสำหรับบ้านเรือนไม่เกิด เพราะติดขัดเรื่องสินเชื่อที่ไม่มีสถาบันการเงินกล้าปล่อยกู้ เนื่องจากยังเป็นของใหม่ ต้องใช้เวลาคืนทุนภายใน 8-9 ปี อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วเห็นว่าไม่ได้เป็นเวลานานนัก ที่สำคัญถือว่าคุ้มมากในระยะยาว”
น.ส.วันดี กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าโซลาร์รูฟบ้านเรือนเฟสแรกที่ 1,000 หลังคาเรือน มีมูลค่าการติดตั้งรวม 350 ล้านบาท ตั้งเป้าเฟสที่ 2 มูลค่า 600 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายระยะยาวมองไว้ที่ 3,000 หลัง และมองว่าตลาดโซลาร์รูฟบ้านเรือนมีมูลค่า 4-5 พันล้านบาทต่อปี สำหรับช่องทางจำหน่ายหลักของบริษัทนั้น เอสพีซีจีได้ร่วมมือกับ บริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) เป็นผู้แทนจำหน่ายซึ่งมี 72 สาขาทั่วประเทศ
“ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” ที่มีคุณภาพดีที่สุด แบบติดตั้งบนหลังคาบ้าน และอาคารต่างๆ ได้แก่ “SPR Solar Roof” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด (SPR) บริษัทในเครือของ SPCG มีผลิตภัณฑ์ 3 ขนาด คือ Small (เล็ก) ขนาด 2.75 กิโลวัตต์ Medium (กลาง) ขนาด 3.75 กิโลวัตต์ และ Large (ใหญ่) ขนาด 4.5 กิโลวัตต์ รับประกันคุณภาพนานถึง 25 ปี
ทั้งนี้ บริษัทเอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เพื่อพัฒนาธุรกิจโซลาร์ รูฟ โดยแต่งตั้งให้ “โฮมโปร” เป็นผู้แทนจำหน่าย “ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” ที่มีคุณภาพดีที่สุด และขณะนี้บริษัท เอสพีซีจี ได้ตั้งบูทร่วมกิจกรรมกับ บริษัทโฮมโปรฯ ในงาน “มหกรรมต้นแบบงานเรื่องบ้านตัวจริงและครบวงจร HomePro Expo ครั้งที่ 21” ระหว่างวันที่ 13 - 22 มี.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีด้วย
นอกจากนี้ ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบรายงานการศึกษาเรื่อง โครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟอย่างเสรี (ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์สำหรับบ้านและอาคาร) ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน สปช.พิจารณาเสร็จแล้ว และได้ส่งให้ ครม.พิจารณาต่อไปแล้ว
ที่มา: http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000032378
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558
กทม. ผุดแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมเจ้าพระยา ตามแบบนิวยอร์กไฮไลน์
กรุงเทพมหานคร กำลังศึกษาแนวทางการพัฒนาสวนสาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเอาสวนไฮไลน์ของมหานครนิวยอร์ก เป็นต้นแบบ เพื่อผลักดันเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางเมืองกรุง
หลัง จากที่ผู้ร่วมก่อตั้งสวนสาธารณะลอยฟ้ามหานครนิวยอร์ก (ไฮไลน์) ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นเวลาถึง 1 สัปดาห์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2558 ทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ก็ได้เข้าพบกับรองผู้ว่าฯ กทม. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีประเด็นที่สำคัญคือ การพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเมืองกรุง ดังเช่นสวนสาธารณะไฮไลน์ ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาทางรถไฟเก่าที่เตรียมรื้อทิ้ง เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ให้เป็นสวนสาธารณะที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของมหานครนิวยอร์กใน ปัจจุบัน
ทั้งนี้แผนที่จะปรับปรุงพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่วางเป้าหมายนั้น เป็นย่านประวัติศาสตร์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของ กทม. จะประกอบไปด้วย สถานที่สำคัญ อย่างเช่น กะดีจีน หรือกุฎีจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ กทม. ให้ความสนใจอยู่ และชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด เพราะทุกวันนี้ก็ได้เปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เข้ามาเที่ยวชมให้รับรู้ถึงวิถีของชาวชุมชนที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข
อนึ่ง การพัฒนาในย่านนี้จะเป็นตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่น ๆ ในโครงการพัฒนาริมสองฝั่งเจ้าพระยา ระยะทาง 14 กิโลเมตร ที่กำลังดำเนินการ ตั้งแต่สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ถึงสะพานพระราม 7 ซึ่งรัฐบาลต้องการให้ประชาชนทุกคนได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ เพื่อการพักผ่อน ออกกำลังกาย และเป็นสัญลักษณ์หรือแลนด์มาร์กแห่งใหม่ทางการท่องเที่ยวของประเทศในอนาคต ต่อไป
ภาพจาก Twitter @TANAMCOT
หลัง จากที่ผู้ร่วมก่อตั้งสวนสาธารณะลอยฟ้ามหานครนิวยอร์ก (ไฮไลน์) ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นเวลาถึง 1 สัปดาห์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2558 ทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ก็ได้เข้าพบกับรองผู้ว่าฯ กทม. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีประเด็นที่สำคัญคือ การพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเมืองกรุง ดังเช่นสวนสาธารณะไฮไลน์ ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาทางรถไฟเก่าที่เตรียมรื้อทิ้ง เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ให้เป็นสวนสาธารณะที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของมหานครนิวยอร์กใน ปัจจุบัน
ทั้งนี้แผนที่จะปรับปรุงพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่วางเป้าหมายนั้น เป็นย่านประวัติศาสตร์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของ กทม. จะประกอบไปด้วย สถานที่สำคัญ อย่างเช่น กะดีจีน หรือกุฎีจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ กทม. ให้ความสนใจอยู่ และชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด เพราะทุกวันนี้ก็ได้เปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เข้ามาเที่ยวชมให้รับรู้ถึงวิถีของชาวชุมชนที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข
อนึ่ง การพัฒนาในย่านนี้จะเป็นตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่น ๆ ในโครงการพัฒนาริมสองฝั่งเจ้าพระยา ระยะทาง 14 กิโลเมตร ที่กำลังดำเนินการ ตั้งแต่สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ถึงสะพานพระราม 7 ซึ่งรัฐบาลต้องการให้ประชาชนทุกคนได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ เพื่อการพักผ่อน ออกกำลังกาย และเป็นสัญลักษณ์หรือแลนด์มาร์กแห่งใหม่ทางการท่องเที่ยวของประเทศในอนาคต ต่อไป
ภาพจาก Twitter @TANAMCOT
หุ้นสหรัฐฯพุ่ง..ได้วันเดียว หลังเฟดส่งสัญญาณไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯเพิ่มขึ้นในวันพุธ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแถลงการณ์หลังการประชุมนโยบายโดยแย้มว่า พวกเขาจะระมัดระวังก่อนขึ้นอัตราดอกเบี้ย...
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 18 มี.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 227.11 จุด หรือ 1.27% ปิดที่ 18076.19 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 25.22 จุด หรือ 1.22% ปิดที่ 2099.50 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็ก เพิ่มขึ้น 45.39 จุด หรือ 0.92% ปิดที่ 4982.83 จุด
แถลงการณ์คำชี้แนะล่วงหน้าฉบับล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระบุถึงเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน โดยไม่ใช้คำว่า 'อดทน' ซึ่งเป็นคำที่ทำให้เชื่อว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในอย่างน้อย 2-3 เดือนนี้ เหมือนในแถลงการณ์ก่อนๆ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าเฟดอาจตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในช่วงกลางปี
อย่างก็ตาม แถลงการณ์เน้นย้ำด้วยว่า พวกเขาจะไม่รีบร้อนขึ้นดอกเบี้ย และเตือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯเติบโตลดลง ตั้งแต่เดือน ม.ค.2558 ช่วยหนุนตลาดหุ้นวอลล์สตรีท.
ในวันพฤหัสบดี (19มี.ค.) ราคาน้ำมันและวอลล์สตรีทกลับมาปรับลงอีก ครั้ง จากแรงขายตามหลังการพุ่งขึ้นหนึ่งวันก่อนหน้าและดอลลาร์แข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตามทองคำยังได้กำลังหนุนจากคำแถลงเฟด ทะยานปิดในระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์
น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนเมษายน ลดลง 0.70 ดอลลาร์ ปิดที่ 43.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเดียวกัน ลดลง 1.48 ดอลลาร์ ปิดที่ 54.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เมื่อวันพุธ(18มี.ค.) ราคาน้ำมันดีดขึ้นอย่างแรง หลังเฟดแสดงท่าทีผ่อนคลายอย่างไม่คาดหมายต่อประเด็นการปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ย ส่งผลให้ดอลลาร์ดิ่งลงอย่างหนัก
อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันในวันพฤหัสบดี(19มี.ค.) กลับมาปิดลบพอสมควร หลังดอลลาร์ฟื้นตัว ขณะเดียวกันนักลงทุนยังกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาด จากข้อมูลที่พบว่าสต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลรอบใหม่ ท่ามกลางกำลังผลิตของประเทศที่แตะระดับ 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อวันพฤหัสบดี(19มี.ค.) ขยับลงแรง จากการขายทำกำไรหลังพุ่งขึ้นอย่างมากหนึ่งวันก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน ซึ่งปิดลบตามราคาน้ำมัน
ดาวโจนส์ ลดลง 117.16 จุด (0.65 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 17,959.03 จุด เอสแอนด์พี ลดลง 10.23 จุด (0.49 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 2,089.27 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 9.55 จุด (0.19 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 4,992.38 จุด
เกรก ปีเตอร์สัน กรรมการผู้จัดการของบัลเลนไทน์ พาร์ทเนอร์ส บอกว่าการซื้อขายในวันพฤหัสบดี(19มี.ค.) ถือเป็นความผันผวนปกติของตลาด หลังจากพุ่งขึ้นอย่างมากในวันพุธ(18มี.ค.) จากถ้อยแถลงที่ผ่อนคลายจากธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)
ในการซื้อขายวานนี้(19มี.ค.) เอ็กซอนโมบิลและเชฟรอน 2 บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ เป็นหนึ่งในบรรดาบริษัทที่ปิดลบหนักที่สุดของดาวโจนส์ โดยร่วงลงร้อยละ 1.9 และ 1.8 ตามลำดับ อันเป็นผลจากความเคลื่อนไหวในด้านลบของราคาน้ำมันดิบ
กระนั้นก็ดีราคาทองคำในวันพฤหัสบดี(19มี.ค.) ปิดบวกอย่างแข็งแกร่งและแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ยังได้แรงหนุนจากถ้อยแถลงของเฟดที่บอกว่าจะระมัดระวังในการขึ้นดอกเบี้ย โดยทองคำตลาดโคเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 17.70 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,169.00 ต่อออนซ์
ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/487771, http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000032543
food court ที่ทำกำไรสูงสุด แม้ว่าจะราคาถูกสุด!
เหตุผลที่ศูนย์อาหาร Terminal 21 ขายอาหารถูกมาก น้ำขวดละ 7 บาท, ก๋วยเตี๋ยว 25 บาท, ข้าวมันไก่ 30 บาท
เล็กๆน้อยๆครับ คุณอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าพ่อแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ บอกเล่าบนเวทีเสวนาว่า…หลายๆ คนทำธุรกิจนับสิบปี แต่กลับไม่รู้เลยว่า จริงๆ ลูกค้าต้องการอะไรกันแน่ แต่ชอบคุยกับบริษัทโฆษณา การตลาดชอบใช้งบโฆษณา แต่กลับไม่ชอบทำ survey ตอนหลังคุณอนันต์ลองไม่ใช้บริษัทโฆษณาเลย
คุณอนันต์เลือกที่จะ survey ด้วยตัวเอง จนพบว่า…คนทำงานทั่วไปเวลาหาอาหารกินตามเส้นรถไฟฟ้า มีเพียงสถานี MBK ที่จะกินได้อย่างสบายใจทุกวัน
ความลับของห้างสรรพสินค้าคือ food court ที่ทำกำไรสูงสุด แม้ว่าจะราคาถูกสุด!
คุณอนันต์คิดระหว่างนั่งอึว่า ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่เคยไปเมืองนอก เลยคิดสร้าง Terminal 21 ให้มีรูปแบบการตกแต่งภายใน …บรรยากาศเหมือนสถานที่เที่ยวดังๆ ทั่วโลก โดยมีจุดขายที่ food court อาหารราคาถูกมาก
ทำไมขายได้ถูก เพราะว่า food court ที่ Terminal 21 ไม่ได้เก็บค่าเช่าเลย ยอมขาดทุน!
food court ของ Terminal 21 เลยได้ลงสื่อจากความราคาถูก บ่อยมาก ได้ลง CNN ด้วย
ร้านเต้าทึงเช็งซิมอี๊ที่ Terminal 21 ขายได้วันละ 50,000 บาท
คุณอนันต์ยอมขาดทุน 21 ล้านต่อปีในแง่ของ food court และ “ส้วม” โดยไม่ต้องลงทุน 200 ล้านต่อปีเพื่อโฆษณา
คุณอนันต์ไม่เข้าใจว่าทำไมศูนย์การค้าทั่วไปไม่ยอมลงทุนกับ “หัวส้วม”แบบ Terminal 21 ราคาหมื่นบาท มีห้องน้ำ 18 ห้อง รวม 2 ล้านบาท
ผู้หญิงส่วนใหญ่มีปัญหาเวลาเข้าส้วมที่ศูนย์การค้าเพราะไม่สะอาด กระดาษบางมากดึงแล้วขาดต้องใช้ครึ่งม้วน
ความลับเวลาเข้าส้วมแล้วพบว่าไม่มีกระดาษคือชักโครกไปเรื่อยๆแล้ววักน้ำขึ้นมาล้างก้นจนสะอาด (ฮากลิ้ง)
ช้อนที่ Terminal 21 หายวันละ 50 คัน และทิชชู่หายวันละหลายม้วนเหมือนกัน
food court ขายได้เดือนละ 14 ล้าน Terminal 21 ขาดทุนล้านสามต่อเดือน ปกติน้ำเปล่าห้างได้กำไรเท่าตัว แต่ที่นี่ขายถูกมาก คุณอนันต์ดูราคาเองวันก่อนขาย
ถ้า food court ขายได้กำไร » คุณอนันต์บอกไม่ให้โบนัสเลยสักคน พนักงานเลยตั้งราคาขาดทุนกันหมด
คุณอนันต์คิดอยู่อย่างเดียวว่าอยากให้ห้างคนเต็ม จึงเป็นที่มาของการคิดต่าง บนความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
นี่แหละ ทุกความสำเร็จเริ่มต้นมาจากแนวคิด ใครที่ชอบ copy แต่วิธีการ แต่ไม่เคยเรียนรู้แนวคิดคนสำเร็จ ก็ยากจะสำเร็จกิจการใหญ่
Credit : จดบันทึกทาง twitter ของ พัชร (@ipattt) #OSK113 บนเวทีเสวนากับคุณ อนันต์ อัศวโภคิน ประธานและกรรมการผู้จัดการแลนด์แอนเฮ้าส์ ในกิจกรรม Intania LeaderShip Network
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)