วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

"The Super Tower" บนแยกพระรามเก้าตัดรัชดาฯ

The Rama IX Super Tower at The Grand Rama 9


The Super Tower แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของประเทศไทย ด้วยความสูง 615 เมตร จำนวน 125 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 320,000 ตารางเมตร แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก คือ ศูนย์ประชุม อาคารสำนักงานระดับสูง พื้นที่ค้าปลีกและโรงแรม ของกลุ่ม G-Land ใช้งบประมาณในการลงทุน เป็นมูลค่า 18,000 ล้านบาท



บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ “จีแลนด์” ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองระดับแถวหน้าของประเทศไทย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย ด้วยการเนรมิตโครงการ เดอะ ซุปเปอร์ ทาวเวอร์ (The Super Tower) ที่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของตึกระฟ้าเมืองไทยที่สูงสุดในอาเซียน และติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก ด้วยความสูง 615 เมตร 125 ชั้น ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของอาเซียนและเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชั้นนำระดับโลก


นายโยธิน บุญดีเจริญ ประธานกรรมการ บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงการพัฒนาโครงการดังกล่าวว่า “โครงการ The  Super Tower มีพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมด 320,000 ตารางเมตร โดยจะเป็นอาคารหลักใน เดอะ แกรนด์ พระราม 9 (The Grand Rama 9) โอบล้อมด้วยอาคารสนับสนุนต่างๆ ที่มีฟังก์ชั่นแตกต่างกันไป ซึ่ง The  Super Tower เป็นการเติมเต็มความครบครันจากเดิมที่มีอยู่ 5 รูปแบบ จะครอบคลุมเป็น 6 รูปแบบ ซึ่งจัดว่าเป็นโครงการผสมสานที่มีความสมบูรณ์แบบขนาดใหญ่ที่สุดแห่งเดียวใน กรุงเทพฯ โดยสามารถรองรับนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกได้จำนวน มาก”“ทั้งนี้ โครงการยักษ์ใหญ่ เดอะ แกรนด์ พระราม9 ตั้งอยู่บนพื้นที่ 73 ไร่ บริเวณสี่แยกพระราม 9 จุดตัดถนนรัชดาภิเษก ที่เชื่อมระบบขนส่งมวลชนสำคัญๆ อย่างรถไฟฟ้าใต้ดิน และแอร์พอร์ตลิ้งค์ มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 1.2 ล้าน ตารางเมตร ทำให้รองรับคนได้สูงถึง 2-3 แสนคนต่อวัน โดยมีมูลค่าโครงการรวมกว่า 100,000 ล้านบาท จากการที่เราได้พัฒนา เดอะ แกรนด์ พระราม9 อันประกอบไปด้วยรูปแบบโครงการต่างๆได้แก่ ที่พักอาศัย (เบ็ล แกรนด์ พระราม 9), อาคารสำนักงาน (จีแลนด์ ทาวเวอร์ – เดอะ ไนน์ ทาวเวอร์ส – สำนักงานใหญ่ของยูนิลิเวอร์), ศูนย์ประชุมและห้องจัดเลี้ยง, ช็อปปิ้งอาเขต (เซ็นทรัล พลาซา แกรนด์ พระราม 9 – เดอะ ช็อปปส์ แกรนด์ พระราม 9) และ โรงแรมหรู โดยจีแลนด์บริหารและพัฒนาโครงการต่างๆ ดังกล่าว จึงทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบ จากนั้นจีแลนด์จึงนำเม็ดเงินส่วนนี้มาพัฒนาโครงการ The  Super Tower ซึ่งจะกลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของประเทศไทย ที่เป็นทั้งศูนย์กลางธุรกิจชั้นนำและสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกที่ทุกคนจะ ต้องมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต” นายโยธินกล่าวเพิ่มเติม


สำหรับ โครงการ The  Super Tower เป็นอาคารสูงในรูปแบบ Mixed Used Development แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนของอาคารสูง ซึ่งประกอบไปด้วย สำนักงานระดับพรีเมี่ยมที่มีมาตรฐานสากล พร้อมรองรับการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงของบริษัทต่างชาติระดับชั้นนำของโลก ได้แก่ กลุ่มธนาคาร ประกันภัย บริษัทโบรกเกอร์ บริษัทค้าหลักทรัพย์ บริษัทกองทุนต่างๆที่เป็นธุรกิจบริการ และที่ปรึกษาทางการเงิน ตลอดจนภาคธุรกิจด้านเทคโนโลยี และโทรคมนาคม โดยมุ่งในการเป็นศูนย์กลางที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ (Headquarter) แห่งภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของโรงแรมระดับหกดาวที่พร้อมต้อนรับบุคคลสำคัญระดับโลก และส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งพักผ่อน โดยมีจุดชมวิวที่สูงราวกับได้เหยียบเส้นขอบฟ้า สามารถที่จะสัมผัสทัศนียภาพของกรุงเทพฯในแบบพาโนราม่าได้งดงามที่สุดแห่ง หนึ่ง พร้อมกันนี้ยังเป็นศูนย์รวมไลฟสไตล์ที่หรูหราทันสมัย ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย”


ส่วนของด้านหน้าอาคาร The Super Tower ได้ถูกจัดสรรให้เป็นศูนย์ประชุม เพื่อรองรับการจัดงานประชุมใหญ่ หรือการจัดงานนิทรรศการ ด้วยพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร โดยชั้นบนของส่วนนี้จะเปิดโล่ง และตกแต่งเป็นสวนสีเขียว เพื่อรองรับกิจกรรมกลางแจ้งและความบันเทิงต่างๆ อีกทั้งยังมีการเตรียมที่จอดรถเพื่อรองรับความต้องการของคนในอาคารได้อย่าง เพียงพอ และสุดท้ายเป็นส่วนด้านข้างของตัวอาคาร โดยจะเป็นส่วนของร้านค้าชั้นนำ ซึ่งเชื่อมต่อจาก เดอะ ช็อปปส์ แกรนด์ พระราม 9 ได้ขยายมาถึงอาคาร The Super Tower ด้วย


สำหรับ การก่อสร้างของโครงการ The Super Tower จีแลนด์ได้รับความร่วมมือจากบริษัท SKIDMORE, OWINGS & MERRILL LLP (SOM) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญงานออกแบบและก่อสร้างอาคารสูงระดับโลกมาเป็นที่ปรึกษา ให้กับโครงการนี้ จึงสามารถรับรองในเรื่องความปลอดภัยต่างๆได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันแผ่นดินไหว ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน อีกทั้งยังเป็นการส่งผ่านเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัยเข้ามาสู่ประเทศไทย และเมื่อโครงการสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2562 คนไทยก็จะสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านนี้ไปยังประเทศอื่นได้ต่อไปในอนาคต โครงการนี้นับว่าเป็นสุดยอดแห่งวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ของเมือง ไทย ที่ติดอันดับท็อปเท็นของโลก


The Super Tower ถูกออกแบบตัวอาคารโดยใช้แนวคิดอนุรักษ์พลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามข้อกำหนดของการรับรองอาคารเขียวระดับแพลทติ นั่ม ภายใต้มาตรฐาน LEED (Leadership in Energy & Environmental Design) โดย USGBC (U.S. Green Building Council) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีตึกสูงเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้ โดยจีแลนด์ให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ, ระหว่างก่อสร้าง และระหว่างเปิดใช้อาคาร อาทิ กระจกฉนวนกันความร้อนรอบนอกอาคาร ระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง การใช้ระบบส่งจ่ายอากาศแบบ VAV ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิห้องได้อย่างแม่นยำ การเลือกใช้วัสดุที่ประหยัดพลังงาน และการใช้โซลาร์เซลล์มาทดแทนกระแสไฟฟ้าบางประเภท ทั้งนี้ ยังจัดให้มีที่จอดรถสำหรับผู้ที่ปั่นจักรยานมาทำงาน พร้อมกับจัดสรรห้องอาบน้ำแต่งตัวภายในอาคารไว้รองรับอีกด้วย ซึ่งเป็นการสนับสนุนวิถีชีวิตสีเขียวในการเดินทางที่ประหยัดพลังงานและสะดวก สบาย สำหรับวิถีคนเมืองได้อย่างแท้จริง

........................


โครงการ เดอะ ซุปเปอร์ ทาวเวอร์
เป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงสุดในอาเซียน
และยังมีความสูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก
โครงการนี้จะกลายเป็น..
แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของประเทศไทย
เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของอาเซียน
และเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก


........................


ประธานกรรมการ บริษัท แกรนด์ คาแนลฯ กล่าว

สำหรับ โครงการ เดอะ ซุปเปอร์ ทาวเวอร์ จะเป็นอาคารสูงในรูปแบบโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชยกรรมแบบผสมผสาน (มิกซ์ยูส ดีเวล– ลอปเมนท์) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนของอาคารสูง ซึ่งประกอบไปด้วย สำนักงานระดับพรีเมียมที่มีมาตรฐานสากล พร้อมรองรับการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงของบริษัทต่างชาติระดับชั้นนำของโลก ได้แก่ กลุ่มธนาคาร ประกันภัย บริษัทโบรกเกอร์ บริษัทค้าหลักทรัพย์ และโทรคมนาคม เป็นต้น โดยมุ่งในการเป็นศูนย์กลางที่ตั้งของสำนักงานใหญ่แห่งภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของโรงแรมระดับ 6 ดาว และส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งพักผ่อน โดยมีจุดชมวิวที่สูงราวกับได้เหยียบเส้นขอบฟ้า สามารถสัมผัสทัศนียภาพของกรุงเทพฯ ในแบบพาโนรามาได้

ส่วน ของด้านหน้าอาคาร เดอะ ซุปเปอร์ ทาวเวอร์ จะจัดสรรให้เป็นศูนย์ประชุม เพื่อรองรับการจัดงานประชุมใหญ่ หรือการจัดงานนิทรรศการ ด้วยพื้นที่กว่า 6,000 ตร.ม. โดยชั้นบนของส่วนนี้จะเปิดโล่ง และตกแต่งเป็นสวนสีเขียว เพื่อรองรับกิจกรรมกลางแจ้งและความบันเทิงต่างๆ และสุดท้ายเป็นส่วนด้านข้างของตัวอาคาร จะเป็นส่วนของร้านค้าชั้นนำเชื่อมต่อจาก เดอะ ช็อปปส์ แกรนด์ พระราม 9 ได้ขยายมาถึงอาคาร เดอะ ซุปเปอร์ ทาวเวอร์ ด้วย

ทั้ง นี้หากโครงการ เดอะ ซูเปอร์ ทาวเวอร์ สร้างแล้วเสร็จจะมีความสูงแซงหน้าอาคารใบหยก 2 ที่มีความสูงอย่างเป็นทางการคือ 304 เมตร แต่ถ้านับรวมเสาอากาศด้วยก็จะเป็น 328 เมตร มีทั้งหมด 85 ชั้น ที่ขณะนี้เป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังสูงกว่าอาคารแฝดเปโตรนาส (Petronas Tower) กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่มีความสูง 452 เมตร มีจำนวนชั้นทั้งหมด 88 ชั้น ที่ขณะนี้มีความสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และครั้งหนึ่งเคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกด้วยในช่วงปี 2541


THE SUPER TOWER ตั้งอยู่บนพื้นที่ 73 ไร่
บริเวณสี่แยกพระราม 9 จุดตัดถนนรัชดาภิเษก
เชื่อมต่อรถไฟฟ้าใต้ดิน


มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 1.2 ล้านตารางเมตร
รองรับคนได้สูงถึง 2-3 แสนคนต่อวัน
มูลค่าโครงการรวมกว่า 100,000 ล้านบาท


อาคาร นี้ มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2019 และจะกลายเป็นอาคารที่สูงที่สุดในอาเซียน และติดอันดับ 1 ใน 10 อาคารที่สูงที่สุดในโลก ประกอบไปด้วย สำนักงานระดับ Premium มีมาตรฐานสากล รองรับการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง มีโรงแรมระดับ 6 ดาว พร้อมต้อนรับแขกระดับสูง และบุคคลสำคัญระดับโลก อีกทั้งยังมีห้องจัดเลี้ยง และศูนย์ประชุมที่มีความทันสมัย มีพื้นที่พลาซ่าเปิดโล่งรองรับกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ได้มากมาย รวมถึงภัตตาคารลอยฟ้า มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และยังมีจุดชมวิวที่สูงที่สุดในประเทศไทยด้วย



“ผม เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเติบโตและขับ เคลื่อนไปข้างหน้า โครงการ The Super Tower จึงเป็นการตอบรับนโยบายของรัฐฯ ที่จะสร้างมิติใหม่ในการนำพาเศรษฐกิจไทย เติบโตขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ พร้อมศักยภาพในการดึงดูดนักลงทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศในการร่วมกันเป็นเจ้า ของตึกสูงนี้ที่จะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประชาคมอาเซียน และการท่องเที่ยวระดับโลกอีกด้วย” นายโยธินสรุป




โครงการ เดอะ แกรนด์ พระราม 9 ประกอบด้วยรูปแบบโครงการต่างๆ คือ


1. โครงการที่พักอาศัยคอนโดมิเนียม เบ็ล แกรนด์ พระราม 9 ประกอบไปด้วยห้องชุดประมาณ 2,000 ยูนิต ในอาคารชุด 8 หลัง ที่ออกแบบภายใต้แนวคิด DIAMOND SHAPE DESIGN มีระดับความสูงแตกต่างกัน คือ 27 ชั้น, 34 ชั้น, 36 ชั้น และ 43 ชั้น แต่ละชั้นมีห้องชุดประมาณ 8-10 ยูนิต รวมพื้นที่โครงการประมาณ 350,000 ตารางเมตร เบ็ล แกรนด์ พระราม 9 คอนโดมิเนียมหรูที่มอบโลกส่วนตัวกว้างขวาง พร้อมขยายความสุขได้มากกว่า บนพื้นที่ 4 ไร่ ของสระว่ายน้ำและสวน ที่เดียวของการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ในศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (NEW CBD) มูลค่า 14,000 ล้านบาท ขายไปแล้ว 7 อาคาร เหลืออีก 1 อาคาร จำนวน 250 ยูนิต ระดับราคา 5-30 ล้านบาท หรือเริ่มต้นประมาณ 1 แสนบาท/ตร.ม.

2. จีแลนด์ ทาวเวอร์ อาคารสำนักงาน ประกอบด้วย ความสูง 26 ชั้น และ 36 ชั้นโดดเด่นด้วยการออกแบบที่ผสานองค์ประกอบศิลป์ ให้สอดคล้องกับการใช้งานได้อย่างลงตัว โดยมีพื้นที่ให้เช่าสำหรับสำนักงาน และร้านค้าบนพื้นที่โครงการมากกว่า 134,000 ตารางเมตร ตอบสนองทุกความต้องการของผู้เช่า ด้วยทำเลที่ตั้งใจกลางเมือง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียบพร้อม ภายหลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ การก่อสร้างอาคารจีแลนด์ ทาวเวอร์ หรือ ตึกเอียงพระราม 9 ที่มีการก่อสร้างเป็นรูปตัว G ในรูปแบบเอียงแปลกตาว่า หวั่นจะเกิดอันตรายในอนาคต ทางโครงการก่อสร้างอาคารจีแลนด์ทาวเวอร์ ได้ออกมายืนยันความปลอดภัยแล้ว ว่าความเอียงของอาคารนั้น เป็นไปตามหลักการออกแบบและทดลองตามมาตรฐานทางวิศวกรรมแล้ว อีกทั้งยังมีความปลอดภัยสูง ซึ่งวงการก่อสร้างของโลก อาคารแคปิตอล เกต ในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรต ที่มีความลาดเอียง 18 องศา มีอาคารในลักษณะลาดเอียงเช่นเดียวกัน ส่วนอาคารของจีแลนด์ทาวเวอร์มีความลาดเอียงเพียง 8 องศาเท่านั้น การออกแบบให้มีความลาดเอียง 8 องศาในอาคารฝั่งทิศใต้ (South Tower) เพื่อให้เป็นตึกที่มีการออกแบบที่ทันสมัยและใช้หลักการก่อสร้างด้วยนวัต กรรมการก่อสร้างสมัยใหม่ ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบและทดสอบในอุโมงค์ลม และผ่านขั้นตอนตรวจสอบอย่างเข้มงวด คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2558 ซึ่งยังไม่ได้เริ่มขายพื้นที่


3. เดอะ ไนน์ ทาวเวอร์ส เป็นอาคารสำนักงานสูง 36 ชั้น (ตึก A ) และ 34 ชั้น (ตึก B) แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและศูนย์กลางธุรกิจ บนพื้นที่โครงการประมาณ 130,000 ตารางเมตร เดอะไนน์ ทาวเวอร์ส เป็นอาคารสำนักงานให้เช่าที่เหมาะสำหรับธุรกิจทุกรูปแบบ มีพื้นที่ใช้สอยต่อชั้นกว้างขวาง เริ่มตั้งแต่ 1,550 ตารางเมตรในตึกเอ และตั้งแต่ 1,270 ตารางเมตรในตึกบี ด้วยการออกแบบพื้นที่ใช้สอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งความสูงจรดเพดาน 2.8 เมตร ทำให้สามารถปรับพื้นที่ให้ลงตัวกับธุรกิจทุกรูปแบบ เปิดให้บริการแล้ว 6 เดือน ปัจจุบันมีผู้เช่าแล้ว 90%


4. สำนักงานใหญ่ของยูนิลิเวอร์ เป็นอาคารสูง 12 ชั้น ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นอาคารสำนักงานประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บนพื้นที่โครงการกว่า 46,000 ตารางเมตร และได้รับความไว้วางใจจาก "ยูนิลีเวอร์" บริษัทชั้นนำระดับโลก ใช้เป็นสำนักงานใหญ่ประจำประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระยะเวลาเช่า 20 ปี อัตราค่าเช่า 650 บาท/ตารางเมตร/เดือน


5.เดอะ ช็อปปส์ แกรนด์ พระราม 9 เป็นช็อปปิ้ง อาเขต ชั้นใต้ดินของอาคารเดอะ ซูเปอร์ ทาวเวอร์ ที่ออกแบบให้ทุกอาคารทะลุถึงกันได้ จนถึงรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีพระราม 9 ซึ่งถือเป็นโครงการแรกของประเทศไทยที่มีการเชื่อมตึกใต้ดินเข้าหากันตั้งอยู่ในโครงการ นิวซีบีดี เดอะ แกรนด์ พระราม 9
(New CBD) บนพื้นที่ขนาด 73 ไร่ หรือ 1.2 ล้านตารางเมตร บนทำเลทองแห่งใหม่ ที่เปรียบเสมือนเพชรเม็ดงาม ใจกลาง
พระราม 9-รัชดาภิเษก เป็นศูนย์กลางธุรกิจแถวหน้าระดับประเทศ มีศักยภาพดึงดูดนักลงทุนทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ พร้อมรองรับการเปิดเขตเศรษฐกิจเสรีอาเซียน (AEC) อีกหนึ่งโครงการคุณภาพจาก
บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ G LAND

เดอะ ช็อปปส์ แกรนด์พระราม 9 ช้อปปิง พลาซ่า (Shopping Plaza) แนวคิดใหม่ เปลี่ยนพื้นที่บริเวณชั้นจี
และ 2 ของทุกอาคารภายในโครงการ นิวซีบีดี เดอะ แกรนด์ พระราม 9 ให้เป็นพื้นที่ค้าปลีกที่เชื่อมต่อกันทุกอาคาร ไปจนถึง
MRT พระราม 9 พร้อมสร้างปรากฏการณ์ช้อปปิ้ง ด้วยร้านค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการคนรุ่นใหม่ บนพื้นที่กว่า
35,000 ตารางเมตร โดยปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วที่คอนโดมิเนียม เบ็ล แกรนด์ พระราม9 (Belle Grand Rama 9)
และเร็วๆนี้ กำลังจะเปิดให้บริการที่อาคารสำนักงาน เดอะ ไนน์ ทาวเวอร์ส (The 9th Towers)

เดอะ ช็อปปส์ แกรนด์พระราม 9 ตอบ โจทย์ความต้องการผู้ พักอาศัยและกลุ่มคนทำงานภายในโครงการและรายรอบ ด้วยร้านอาหารเทรนดี้ , ร้านเสื้อผ้าแฟชั่น, คลินิกผิวพรรณและความงาม, คลินิกสุขภาพ, สปา,ธนาคาร ,ของตกแต่งบ้าน ,ซูเปอร์มาร์เก็ตและศูนย์อาหารนานาชาติ, โซนการศึกษาและการเรียนรู้สำหรับเด็ก เดินทางสะดวกสบาย ด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) , รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ , ทางด่วนขั้นที่ 2 และถนน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ ถนนพระราม 9, ถนนรัชดาภิเษก และถนนทวีมิตร และยังอยู่ใกล้บริษัทและธุรกิจสำคัญ อาทิ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ,ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน), สถานทูตจีนประจำประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ
6.โรงแรมหรูระดับ 4 ดาว จำนวน 285 ห้อง รองรับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและทั่วโลก ภายในโรงแรมยังเปิดให้บริการเต็มรูปแบบด้วยบริการจัดเลี้ยงและห้องประชุม พร้อมภัตตาคารอาหารนานาชาติ สระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ ศูนย์สุขภาพครบวงจร โรงแรมตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการประมาณ 33,977 ตารางเมตร พร้อมเปิดให้บริการด้วยมาตรฐานระดับโลก มูลค่า 2,000 ล้านบาท ที่คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในเร็วๆ นี้


 7.เซ็นทรัล พลาซา แกรนด์ พระราม 9 ศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน บริหารจัดการโดย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) ซึ่งเป็นบริษัทสำหรับการพัฒนา ดูแลและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ทำให้ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซ่า แกรนด์ พระราม 9 เป็นศูนย์กลางความบันเทิงแบบครบวงจร ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการช้อปปิ้ง เพื่อตอบสนองสไตล์การใช้ชีวิต 'Work & Play' ของคนเมืองอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกลุ่มจีแลนด์ก่อสร้างแล้วเสร็จ และโอนให้กับกลุ่มซีพีเอ็น โดยให้ซีพีเอ็นเช่าที่ดิน 30 ปี บวก 10 ปี และ

คาดว่าทั้งโครงการ
จะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 12 ปี


ขอบคุณข้อมูลจาก: buildernews.in.th, grandcanalland.com,wikipedia, manager.co.th,schoenfeldfoundation.org

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คอนโด..รัชดา มีอะไรดีควรค่าแก่การลงทุน

"สำหรับ ด้านที่อยู่อาศัยบนถนนรัชดาฯ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้ทำการสำรวจเมื่อปลายปีที่ผ่านมา (2555) พบว่า ย่านรัชดาภิเษก-ลาดพร้าว เป็นทำเลที่มีโครงการอาคารชุดจำนวนมาก และในอนาคตจะกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ เนื่องจากกำลังมีการก่อสร้างที่ตั้งของหน่วยงาน และธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ บริษัทจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีชื่อเสียง และยังมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เปิดทำการแล้ว อีกทั้งจะมีการพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ คือ มักกะสันคอมเพล็กซ์ ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้เกิดแหล่งงานขนาดใหญ่ ดึงดูดผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดคอนโดมิเนียม"

ที่มา: เว็บไซต์ผู้จัดการ ปี 2556

รัชดาฯ - พระราม 9 ทำเลยอดฮิต


เมื่อ นึกถึงอสังหาประเภทคอนโดมิเนียม เห็นได้จากโครงการคอนโดมิเนียมจำนวนมากที่เรียงตัวตามแนวรถไฟฟ้า ด้วยข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ทำเลดีๆ ในเมืองหลวงปัจจุบันค่อนข้างหายากขึ้นทุกที ที่มีก็ราคาแสนแพง(เว่อร์) เมื่อประเมินและวิเคราะห์ ด้านต่างๆ แล้วผลตอบแทนที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่าในการลงทุน แต่สำหรับโซนนี้ยังมีที่ดินดีๆ เหลือให้ได้พัฒนา เป็นอะไรได้มากพอสมควร และโอกาสที่ในอนาคตดินแดนแห่งนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประชาคมอา เซียน (AEC) ก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม

สำหรับโซนรัชดาฯ - พระราม 9 เมื่อมองสถิติ ปี 2557 มีจำนวนคอนโดเปิดใหม่ในโซนรัชดาฯ - พระราม 9 รวม 13 โครงการ ราคาเริ่มต้นเฉลี่ย ณ วันเปิดตัว 76,292 บาท ต่อตารางเมตร และในปี 2557 มีจำนวนคอนโดใหม่เปิดตัว 7 โครงการ ราคาเริ่มต้นเฉลี่ย ณ วันเปิดตัว 76,292 บาท จะเห็นว่าปี 2557 ที่ผ่านมามีการลงทุนก่อสร้างคอนโดย่านรัชดาเปิดใหม่ลดลงมาก เมื่อเทียบกับปี 2556 ไม่ต่างจากการลงทุนเปิดคอนโดในโซนอื่นที่ลดลงในระดับเดียวกัน เนื่องจากมีการพัฒนาสินค้าออกสู่ตลาดจำนวนมาก จนในบางทำเลซัปพลายล้น อัตราการขายชะลอตัว มีการแข่งขันสูง ในขณะที่ราคาที่ดินที่จะนำมาพัฒนามีราคาสูงมากจนไม่สามารถที่จะพัฒนาห้องชุด ออกมาในราคาที่ตลาดรับได้ ทั้งการขาดแคลนผู้รับเหมา และอาจจะได้รับผลกระทบอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ลองวิเคราะห์ SWOT คอนโดรัชดา ปี 2558

Strengths (จุดแข็ง)

  • ราคา คอนโดยังอยู่ในระดับที่ไม่แรงมากเหมือนโซนอื่นๆ เช่น สุขุมวิท และโดยระดับราคาแม้จะขยับขึ้นไป ก็ยังอยู่ในระดับราคาที่ลงทุนเพื่อให้มีผลตอบแทนที่ดีได้ในอนาคต

  • มีสำนักงานออฟฟิศ โรงแรม แหล่งช็อปปิ้ง ค่าครองชีพไม่สูงนักเมื่อเทียบกับย่านธุรกิจอื่นๆ

  • นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศในแถบเอเชียนิยม (โดยเฉพาะชาวจีน และประเทศอื่นในอนาคตเมื่อมีการเปิด AEC อย่างเป็นทางการในปลายปีนี้)

Weakness (จุดอ่อน)

  • ด้วยลักษณะทางกายภาพ และสภาพแวดล้อม เช่น ซอยแคบ (บางซอย) หรือขึ้นชื่อเรื่องเป็นแหล่งรวมของสถานบันเทิงยามราตรี

  • ติดที่ดินเปล่าของการรถไฟฯ

Opportunities (โอกาส)

  • สี่แยกรัชดา-พระราม 9 ได้รับการจับตาว่าจะเป็น CBD (Central Business District) แห่งใหม่

  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยย้ายมาถนนรัชดาฯ

  • โครงการ "The Super Tower" ติดอันดับ 1 ใน 10 อาคารที่สูงที่สุดในอาเซียน โดยโครงการอยู่ตรงบริเวณสี่แยกพระราม 9 จุดตัดถนนรัชดาภิเษก รองรับคนได้สูงถึง 2-3 แสนคนต่อวัน มุ่งหวังจะให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประชาคมอาเซียน (AEC)

  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และรถไฟฟ้าสายสีส้มวิ่งตัดผ่าน ถนนรัชดาภิเษก

  • ยัง มีแปลงที่ดินขนาดใหญ่ที่พร้อมจะนำมาพัฒนาได้อีกจำนวนมาก หากมีการพัฒนาเป็นสำนักงานออฟฟิศ หรือศูนย์การค้า ก็จะทำให้คอนโดมิเนียนมีราคาสูงขึ้น

Threats (อุปสรรค)

  • สภาพ แวดล้อม และระดับค่าครองชีพ ที่มีความใกล้เคียงกับโซนอื่นที่มีระยะห่างจากจุดศูนย์กลางกรุงเทพในระดับ ใกล้เคียงกัน และรถไฟฟ้าตัดผ่าน ทำให้มีจำนวนคู่แข่งจำนวนมาก

  • หากที่ดินเปล่าถูกพัฒนาเป็นคอนโดแทนศูนย์การค้าหรืออาคารสำนักงาน อาจทำให้ Oversupply

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

รถไฟฟ้าดันที่ดินรัชดาฯพุ่ง 'พระราม9-ลาดพร้าว' ขยาย100%

กูรูอสังหาฯ แนะจับตาที่ดินย่านรัชดาฯ อนาคตสุขุมวิท คาดโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มดันที่ดินพุ่งกว่า 1 ล้านบาทต่อตร.ว. ส่งผลราคาขายคอนโดฯทะยานสู่ 1.8 แสนบาทต่อตร.ม. แย้มพื้นที่พระราม9-ลาดพร้าว จะมีอัตราการขยายตัวกว่า 100% ด้าน คอลลิเออร์ส เปิดตัวเลขที่อยู่อาศัยย่านรัชดาฯ พบยูนิตเหลือขาย 2.8 พันหน่วย ราคาขายเฉลี่ยกว่า 1 แสนบาทต่อตร.ม.

นาย วสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทโมเดิร์นพร็อพเพอร์ตี้  คอนซัลแตนท์ จำกัด เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากแผนการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ส่งผลให้ราคาที่ดินที่โครงการรถไฟฟ้าพาดผ่านขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งราคาขายอสังหาริมทรัพย์ก็สูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยพื้นที่ที่น่าจับตามองในขณะนี้คือ พื้นที่ รัชดาฯ ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นย่านธุรกิจแห่งใหม่ (ซีบีดี) เนื่องจากมีอาคารสำนักงานเกิดใหม่จำนวนมาก อาทิ เอไอเอ แคปปิตอล ,จีแลนด์ ทาวน์เวอร์ ฯลฯ ทำให้มีบรรดาดีเวลอปเปอร์เข้าไปพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจำนวนมาก เพื่อรองรับความต้องการในอนาคตที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ในอนาคตพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นเส้นทางเดินรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี) ซึ่งจะยิ่งทำให้พื้นที่นี้มีศักยภาพมากขึ้น และจะทำให้ที่ดินเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันราคาขายอยู่ที่ประมาณ 5-6 แสนบาทต่อตร.ว. และในอนาคตหากโครงการต่างๆแล้วเสร็จราคาขายที่ดินก็จะมากกว่า 1 ล้านบาทต่อตร.ว. และเมื่อนำมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยก็จะต้องพัฒนาโครงการที่มีราคาขาย มากกกว่า 1.8 แสนบาทต่อตร.ม. ซึ่งเป็นราคาขายใกล้เคียงกับสุขุมวิท
"หากผู้ประกอบการซื้อที่ดินมาในราคา 1 ล้านบาทต่อตร.ว. คิดเป็นมูลค่า 400 ล้านบาทต่อไร่ แต่ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยได้ 7 เท่าของแปลงที่ดิน ตามผังเมืองกทม.ที่จัดสรรให้พื้นที่รัชดาฯอยู่ใน ย.9 คือที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก ดังนั้นที่ดินขนาด 1 ไร่ หากพัฒนาเต็มพื้นที่จะได้ 1.6 พันตร.ม. แต่ในความเป็นจริงสร้างได้เพียง 1.12 หมื่นตร.ม.ตามกฎผังเมือง ซึ่งเมื่อหักพื้นที่ส่วนกลางแล้ว จะเหลือเป็นพื้นที่ขายจริงเพียง 5.6 พันตร.ม. และเมื่อนำราคาขายที่ดินต่อไร่มาหารกับพื้นที่ขายจริง ผู้ประกอบการจะต้องขายในราคาต้นทุนที่ 7.1 หมื่นบาทต่อตร.ม. แต่เมื่อบวกกับค่าก่อสร้างอีก 2.5 หมื่นบาทตร.ม.และค่าดำเนินการอื่นๆ อีกปะมาณ 10% ก็จะทำให้ผู้ประกอบการต้องขายในราคา 1.8 แสนบาทต่อตร.ม. ซึ่งขณะนี้ราคาขายจริงในตลาดก็กว่า 1 แสนบาทต่อตร.ม.แล้ว ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตพื้นที่ย่านรัชดาฯจะมีคอนโดมิเนียมราคาขาย มากกว่า 1.8 แสนบาทต่อตร.ม.เกิดขึ้นอย่างแน่นอน" นายวสันต์ กล่าวและว่า
สำหรับพื้นที่ที่จะมีการขยายตัวของราคาที่ดินมากกว่า 100% ได้แก่ พระราม 9 และลาดพร้าว ซึ่งได้รับอานิสงส์จากโครงการรถไฟฟ้า ซึ่งการขยายตัวของราคาที่ดินที่สูงมีพื้นฐานมาจากราคาที่ดินที่ไม่มีการขยับ ตัวมาเป็นเวลานาน
โดยปัจจัยที่จะส่งผลให้ราคาที่ดินและความต้องการที่อยู่อาศัยประเภท คอนโดมิเนียมเพิ่มสูงขึ้นประกอบด้วย 1.รถไฟฟ้า 2.รถไฟฟ้าสายที่ผ่าน สามารถเดินทางเข้าสู่แหล่งธุรกิจได้สะดวกและรวดเร็ว 3.รถไฟฟ้าต้องผ่านแหล่งชุมชน ซึ่งเมื่อราคาที่ดินแพง จนไม่สามารถพัฒนาโครงการแนวราบได้ ผู้บริโภคก็จะมองหาที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคยังยึดติดกับแหล่งที่อยู่อาศัยเดิม
"หากพิจารณาตามปัจจัยต่างๆในเบื้องต้นก็จะพบว่า รถไฟฟ้าไม่ได้ส่งผลให้ราคาที่ดินที่มีรถไฟฟ้าทุกสายขยับขึ้นหรือมี คอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมากนัก เช่น สายสีเขียว (เกษตรฯ-สะพานใหม่) ที่ราคาที่ดินขยับขึ้นไม่มาก และไม่ค่อยมีโครงการคอนโดมิเนียมมากนัก เนื่องจากการเดินทางเข้าสู่ใจกลางธุรกิจใช้เวลานาน"
ด้าน นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า จากการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมบนถนนรัชดาภิเษกที่เปิด ขายตั้งแต่ปี 2554 - 2557 พบว่า มีโครงการในตลาดทั้งหมดจำนวน 1.26 หน่วย โดยเป็นคอนโดมิเนียมที่อยู่ใน 4 สถานีหลักได้แก่ สถานีศูนย์วัฒนธรรม , สถานีห้วยขวาง ,สถานีพระราม 9 และสถานีสุทธิสาร รัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟใต้ดิน รวมจำนวน 1.21 หมื่นหน่วย คิดเป็นอัตราการดูดซับ 78% มีหน่วยเหลือขาย 2.8 พันหน่วย ราคาขายเฉลี่ยที่ประมาณ 1.05 แสนบาทต่อตร.ม.
"ทำเลรัชดาฯ ถือเป็นอีกหนึ่งทำเลที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ รวมทั้งมีรถไฟฟ้าสายปัจจุบัน และในอนาคตจะมีสายสีส้มผ่าน"  นายสุรเชษฐ กล่าว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,028  วันที่  19-21  กุมถาพันธ์  พ.ศ. 2558

ค้นหาอสังหา ซื้อถูก เพื่ออยู่ หรือ เพื่อ..ขายแพง

หากกำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลพื้นฐานแรกที่คนส่วนใหญ่จะพิจารณาเป็นอันดับแรกๆ นอกจากทำเล คงหนีไม่พ้นเรื่อง "ราคา" ก็จะเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดว่าจะตัดสินใจเลือกบ้าน ที่ดิน คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือเพื่อการลงทุน หรือทั้งสองอย่าง

ปัจจัยเรื่อง "ราคา" มักจะสัมพันธ์กับ "ทำเล" ที่ตั้งของโครงการ เมื่อเจ้าของโครงการคิดว่าตัวเองมีจุดแข็งที่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำเลที่ตั้งของโครงการ หรือความโดดเด่นของบางโครงการในด้านต่างๆ ที่จะนำมาใช้เป็นข้อได้เปรียบ หรือชดเชยความเสียเปรียบ เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการของคู่แข่งทั้งทางตรง และทางอ้อม ทั้งเรื่องต้นทุนของโครงการในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน ทำให้บางโครงการอาจจะตั้งราคาไว้ค่อนข้างสูง ในขณะที่โครงการขนาดเล็กหรือเสียเปรียบแม้ว่าจะหาวิธีชดเชยอย่างไร สุดท้ายก็อาจจะต้องใช้กลยุทธ์เรื่อง "ราคา" ซึ่งกลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้ซื้อ

ในมุมของผู้ที่กำลังจะจับจองอสัง หาฯ มาเก็บไว้ในสต๊อกสโตร์ส่วนตัว หรือเพื่อการลงทุน คงมีมุมมองและเงื่อนไขในการเลือกที่เป็นแบบเฉพาะสำหรับแต่ละบุคคล ขณะที่บางคนมองว่าซื้อแพงทำเลหรูดีกว่าไม่ต้องรอนานประเดี๋ยวเดียวราคาก็ พุ่งกระฉูด จะขายต่อหรือจะปล่อยเช่าก็คืนทุนเร็ว หรืออาจจะด้วยเหตุผลอื่น แต่บางทีก็ไม่เร็วดั่งใจนึกเพราะต้องไม่ลืมว่าซื้อมา "แพง" ถึงแม้จะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง แต่ต้นทุนของโครงการก็ค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้จาก มูลค่าปัจจุบันสุทธิทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการมีค่าค่อนข้างสูง แต่เมื่อวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนต่อต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ กลับมีสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าปัจจุบันสุทธิที่ได้รับ ทำให้เห็นว่าหากโครงการได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ทำให้ต้นทุนของ โครงการเพิ่มสูงขึ้นอีก หรือทำให้ผลตอบแทนลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ก็อาจทำให้โครงการไม่มีความคุ้มค่า ในการลงทุน ในขณะที่บางคนอาจจะมองว่าซื้อถูกเข้าว่าทำเลไม่เลวร้ายเกินไปก็รับได้ เพื่อจะเหลือเงินไว้ทำอะไรได้อีกมากมาย หรืออาจจะซื้อเพิ่มอีกแห่งเพื่อกระจายความเสี่ยงที่จะได้รับอัตราผลตอบแทน ที่แตกต่างกันในแต่ละระดับ

ทำเลดี..ราคาไม่แพง


น่าจะเป็นจุดร่วมของแนวคิดทั้งสองแบบข้างต้น สำหรับบางคนอาจจะเป็นสุดยอดของหลักการในการหาอสังหามาครอบครองไม่ว่าจะเป็น บ้าน ที่ดิน คอนโด จะเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือจะเป็นการลงทุนไว้สร้างผลตอบแทนในอนาคตระยะสั้นหรือระยะยาว ยังไงก็คุ้มค่าจะมองยังไงก็ดูดีไปเสียหมด แต่จะหาจากที่ไหน "ของดีราคาถูก"

"อสังหาที่ ยังไม่สร้าง" หากซื้ออสังหาที่สร้างเสร็จแล้วจะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจจะมากถึง 20% เลยทีเดียว เพราะส่วนใหญ่หลายๆ โครงการที่มีการวางกลยุทธ์การจัดการที่ดี มักจะขายหมดก่อนที่โครงการจะเปิดตัวด้วยซ้ำเพราะ "ราคาต่ำกว่าราคาตลาด" บางคนอาจจะซื้อไว้อยู่อาศัยเอง แต่ก็มีอีกหลายคนที่เป็นนักลงทุนที่มุ่งหวังทำฟลิปปิ้ง ซื้อเพื่อนำมาขายต่อเป็นทอดๆ ให้กับผู้ที่สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่อาศัย หรือลงทุน เพื่อทำกำไรระยะสั้น และก็ยังคงมีผู้ที่สนใจทำฟลิปปิ้งที่มาช้าอยู่ในทุกขั้นตอนจนโครงการก่อ สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตราบเท่าที่ราคาของอสังหานั้นยังต่ำกว่าราคาในตลาด

สำหรับ บางคนจะกลัวว่าซื้อแล้วต้องนั่งลุ้นว่าโครงการจะสร้างเสร็จหรือไม่ โดยปกติแล้วเจ้าของโครงการมักจะมองระยะยาว แต่ละโครงการจะสร้างผลตอบแทนให้กับเจ้าของโครงการเป็นเม็ดเงินมหาศาล และผลกำไรดังกล่าวหมายถึงทุนสำรองที่จะดำเนินโครงการอื่นๆ ที่จะสร้างผลกำไรต่อไปอีก ดังนั้นแต่ละบริษัทที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการย่อมจะให้ความสำคัญกับชื่อ เสียงและความเชื่อมั่นมากกว่าสิ่งอื่นใด เพราะนั่นคือสิ่งที่รับประกันโครงการในอนาคตที่บริษัทจะสามารถขายจนหมด โครงการก่อนกำหนดวันเปิดตัวโครงการด้วยเช่นกัน รวมถึงความพยายามจะควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามระยะเวลาตามกำหนด เพราะหากการก่อสร้างล่าช้าออกไปเท่าใด จะทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย และการประมาณการกระแสเงินสดของโครงการจะเปลี่ยนไป ส่งผลให้ผลกำไรสุทธิที่ได้รับจากโครงการลดน้อยลงไปจนอาจไม่คุ้มค่ากับการลง ทุน


วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ธอส.ขอปรับนิยามรายได้ลูกค้า-ขยับฐานปล่อยกู้ 2.5 ล้าน

ธอส.หาช่องเพิ่มฐานลูกค้าระดับกลาง หารือกระทรวงการคลังขอปรับนิยามผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง จากกลุ่มกู้ซื้อบ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 2-2.5 ล้านบาท รับมือราคาบ้านในกรุงเทพฯยิ่งนับวันยิ่งแพง ปลื้มยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ปีཱུ ดีเกินคาด ปีนี้ตั้งเป้า 1.4 แสนล้านบาท กำไร 9.3 พันล้านเศษ

นางอังคณา ปิลันธน์โอวาท ไชยมนัส กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.เตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอปรับนิยามผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง จากปัจจุบันเป็นกลุ่มที่มีวงเงินปล่อยกู้ซื้อบ้านต่อรายไม่เกิน 1.5 ล้านบาท จะเสนอปรับเป็นไม่เกินรายละ 2-2.5 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันหาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ราคายูนิตละต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท ได้ค่อนข้างยากแล้ว ดังนั้น ธอส.ต้องวางแผนเพื่อหาทางขยายฐานลูกค้ากลุ่มอื่น ๆ เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันฐานลูกค้าหลักของ ธอส.ยังเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ 46.6% คิดเป็นจำนวน 6.65 หมื่นล้านบาท ส่วนกลุ่มที่กู้ซื้อบ้านตั้งแต่ 1.5-2.5 ล้านบาท มีสัดส่วนประมาณ 30% ยังมีโอกาสขยายได้อีก

นางอังคณากล่าวต่อว่า สำหรับปีที่ผ่านมาตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 134,000 ล้านบาท แต่สามารถทำผลงานได้ 142,697 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็นลูกค้ากรุงเทพฯ 30% และต่างจังหวัด 70% มียอดสินเชื่อคงค้างรวมกว่า 794,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% มีเอ็นพีแอลหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้กว่า 42,613 ล้านบาท คิดเป็น 5.3% ของมูลค่าสินเชื่อรวม ลดลงจากปี 2556 อยู่ที่ 6.1% และมีอัตราลูกค้ากู้ไม่ผ่านเพียง 0.6% เนื่องจากมีนโยบายให้แต่ละสาขาดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด

"ที่อัตราลูกค้ากู้ไม่ผ่านต่ำมาก เพราะธนาคารใช้วิธีให้สาขาทำพรีแอปโพรชลูกค้าก่อน ให้คำแนะนำทั้งเรื่องการเตรียมเอกสารและโอกาสจะกู้ผ่าน ก่อนจะส่งมาให้สำนักงานใหญ่เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ อย่างไรก็ตามยังคงพิจารณาสินเชื่อด้วยความรัดกุม เห็นได้จากอัตราเอ็นพีแอลที่ลดลง"

ส่วนปี 2558 ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 140,700 ล้านบาท สินเชื่อคงค้าง 835,067 ล้านบาท เติบโต 6.6% และมีกำไรสุทธิ 9,304 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม อาจพิจารณาทบทวนเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจปีนี้

ขณะที่กลยุทธ์ธนาคารในปี 2558 ได้วางยุทธศาสตร์ 5 ข้อ ได้แก่ 1)การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เน้นเรื่องการใช้เทคโนโลยี บริหารต้นทุน และเพิ่มคุณภาพสินทรัพย์ 2)การมีส่วนร่วมกับลูกค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจ 3)มุ่งสร้างนวัตกรรมทางการเงินและบริการ โดยไตรมาสแรกปีนี้คาดว่าจะมีแคมเปญสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษออกมาอีก 1 แคมเปญ ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือ 4)ให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาล และ 5)การพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1422853396

ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ 2558




เพราะ “บ้าน” หรือ “ที่อยู่อาศัย” คือ 1 ในปัจจัย 4 ที่ถูกระบุไว้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะยาก ดี มี จนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงถือเป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญในประเทศ นอกจากจะเป็นเครื่องวัดความเป็นอยู่ที่ดี จากกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ ทั้งบ้าน ทาวน์เฮาส์ หรือคอนโดมิเนียมแล้ว

การลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ อย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรือคอนโดมิเนียมหรูหราระดับลักชัวรี่ ยังถือเป็นยากระตุ้นการลงทุนชั้นดี สร้างงาน สร้างเงิน สร้างรายได้ ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

ในโอกาสเปิดศักราชปี 2558 ซึ่งถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ จากหลากหลายนโยบายและสิ่งที่จะเกิดขึ้น อันก่อให้เกิดพลวัตที่รุนแรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้

ไม่ว่าจะเป็นการผ่านร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนร่าง พ.ร.บ. ภาษีมรดก, การเดินเครื่องอภิมหาโปรเจกต์รถไฟฟ้า 10 สาย ซึ่งไม่ว่าจะตัดผ่านบ้านใคร ก็กลายเป็นส้มหล่นใส่โครมใหญ่, การเปิดตัวโครงการรถไฟทางคู่ร่วมกับประเทศจีนและญี่ปุ่น ไปจนถึงการเปิดประตูสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ปลายปีนี้ทิศทางของอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีแพะ จะสดใสสวยงามเพียงไร โปรดรับฟังมุมมองของผู้เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้.....
สัมมา คีตสิน
ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ปี 2558 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่คาดการณ์ว่าปี 2558 จะเติบโตได้ดีกว่าปี 2557 ซึ่งปัจจัยบวกที่จะมาเป็นตัวกระตุ้นให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นกลับมาเป็นขา ขึ้นอีกครั้ง ก็คงมาจากการเร่งรัดโครงการขนส่งมวลชนระบบรางและการตัดถนนสายใหม่ๆในพื้นที่ กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และภูมิภาค

ทั้งนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เช่น อาคารสำนักงาน, ห้างสรรพสินค้าและโรงแรม จะได้รับอานิสงส์จากเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ เช่น สายสีม่วง สีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายบีทีเอสไปสมุทรปราการ ส่วนเส้นทางของโครงการที่อยู่ในขั้นเริ่มต้นและยังไม่มีการก่อสร้างจริงจะ ไม่ส่งผลมากนัก

“ราคาที่ดินมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในทุกเส้นทางของรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เพราะความต้องการที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าที่ออกไปสู่ปริมณฑลเหล่านี้ยังมี อยู่มาก เนื่องจากผู้มีรายได้ปานกลางหรือต่ำไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชั้น ในของกรุงเทพฯได้”

สำหรับภาคเอกชน การขยายตัวของกลุ่มห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ ก็จะทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดนั้นๆได้รับประโยชน์ โดยที่ดินโดยรอบบริเวณใกล้ห้างสรรพสินค้าจะมีราคาแพงขึ้น ทำให้มีโอกาสเกิดโครงการคอนโดมิเนียมหรือบ้านจัดสรรระดับตลาดบน ในบริเวณใกล้ห้างสรรพสินค้า

สิ่งสำคัญอีกประการที่จะมีผลต่อ ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยในปีนี้ คือการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในช่วงปลายปี 2558 โดยคาดว่าอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์จะได้ประโยชน์จากเออีซีมากกว่า อสังหาริมทรัพย์ภาคที่อยู่อาศัย อาทิ จะมีความต้องการพื้นที่อาคารสำนักงานมากขึ้น พื้นที่จัดตั้งนิคมหรือโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ส่วนในด้านที่อยู่อาศัยจะได้ประโยชน์เฉพาะโครงการคอนโดมิเนียม เนื่องจากต่างชาติสามารถซื้อเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ได้

ส่วนแนวโน้มรูปแบบที่อยู่อาศัยในปีนี้ ผู้ประกอบการยังคงเน้นเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมมากขึ้นในพื้นที่ กรุงเทพฯ-ปริมณฑล โดยในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา ยอดเปิดขายหน่วยคอนโดมิเนียมใหม่แซงหน้าบ้านจัดสรรทุกปีในพื้นที่ กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ส่วนในต่างจังหวัด ยอดเปิดขายใหม่ส่วนใหญ่ยังเป็นบ้านจัดสรรมากกว่า

สำหรับพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค คาดว่าจะเน้นเรื่องราคาเป็นหลัก โดยคุณภาพเป็นไปตามระดับราคา ทั้งนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีกำลังซื้อที่ประมาณไม่เกิน 2.5 ล้านบาทต่อหน่วย ซึ่งหมายถึงตลาดส่วนใหญ่ยังเป็นคอนโดมิเนียมหรือทาวน์เฮาส์ “ในปีนี้ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างอาจไม่เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนที่ดินยังคงแพงขึ้น ดังนั้นราคาที่อยู่อาศัยยังคงปรับเพิ่มขึ้นโดยภาพรวม แต่จะปรับเพิ่มขึ้นไม่ได้มากนัก เนื่องจากมีอุปทาน (กำลังการผลิต) ออกใหม่ค่อนข้างมาก ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความคาดหวังในอนาคตที่ดีขึ้น แม้จะมีการชะลอการเปิดโครงการใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 แต่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2557 ผู้ประกอบการเปิดโครงการใหม่มากขึ้น โดยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลมีการเปิดขายหน่วยคอนโดมิเนียมใหม่มากกว่า 70,000 หน่วย และบ้านจัดสรรประมาณ 44,000 หน่วย ตลอดทั้งปี 2557 และสำหรับในปี 2558 ผู้ประกอบการทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลและต่างจังหวัดยังมีแผนเปิดโครงการมาก ขึ้นแน่นอน
เลอศักดิ์ จุลเทศ
รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)

ปีนี้ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ไทยน่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากมีความชัดเจนจากนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นการเบิกใช้งบประมาณของ ภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องของระบบขนส่งต่างๆ ไม่ว่าเรื่องประกาศแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รวมถึงความชัดเจนเรื่องการเซ็นสัญญาบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับประเทศจีน ในโครงการรถไฟทางคู่ 2 สาย หนองคาย-มาบตาพุด และ สระบุรี (แก่งคอย)-กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนการที่จะดึงประเทศญี่ปุ่นมาร่วมโปรเจกต์รถไฟทางคู่สายใหม่ 3 สาย เชื่อมต่อภาคตะวันตก-ตะวันออก คือ ตาก-มุกดาหาร ระยอง-ทวาย ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตควบคู่กับระบบ คมนาคมต่างๆ ทำให้ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ส่งผลให้จีดีพี ปี 2558 สูงกว่าปีก่อนแน่นอน

“ปีนี้การพัฒนาโครงการของภาครัฐ ที่ส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือการพัฒนาด้านระบบขนส่งมวลชน (Mass Transit) โดยทำเลที่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มสูงขึ้น ยังคงเป็นทำเลที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายที่มีการเปิดประมูลในปี 2558 อาทิ สายสีม่วง (บางใหญ่–บางซื่อ), สายสีเขียว (หมอชิต–คูคต), สายสีส้ม (ตลิ่งชัน–ศูนย์วัฒนธรรม–มีนบุรี), สายสีชมพู (แคราย–ปากเกร็ด–มีนบุรี) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว–พัฒนาการ–สำโรง) ซึ่งจะส่งผลให้ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้น”

อีกทั้งทำเลที่อยู่ย่านใจกลางเมือง ใกล้แนวการก่อสร้างรถไฟฟ้า ก็มีราคาที่ดินปรับตัวขึ้นสูงมาก และบางพื้นที่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดของถนน โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยกลางเมือง ส่งผลให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยในย่านใจกลางเมืองบริเวณเหล่านี้จะมีราคาแพง และเป็นที่อยู่อาศัยในระดับ “ลักชัวรี่” เป็นส่วนใหญ่

“ปีนี้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ โครงการแนวดิ่ง (คอนโดมิเนียม) ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการแต่ละรายต้องมีจุดขายที่แตกต่างของตัวเอง ด้านพฤกษาเอง เนื่องจากปีที่ผ่านมามีรายได้จากแนวดิ่งประมาณ 20% หากมองไปที่ยอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน (Backlog) ปี 2558 ที่มีอยู่ประมาณ 16,000 ล้านบาท คาดว่าอาจจะทำให้มีสัดส่วนรายได้จากแนวดิ่งเพิ่มขึ้นถึง 30% ซึ่งเป็นการทยอยปรับฐานรายได้ให้สอดคล้องกับตลาดในภาพรวม ที่แนวดิ่งมีสัดส่วนตลาดที่สูงกว่าแนวราบ”

สำหรับแนวโน้มรูปแบบที่อยู่อาศัยในปีนี้ กรุงเทพและปริมณฑลคาดว่าคอนโดมิเนียมยังเป็นที่นิยมและจะมีสัดส่วนสูงสุด รองมาคือบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ตามลำดับ โดยการเลือกตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยังคงเน้นการพิจารณาจากปัจจัยหลายๆด้าน รวมทั้งชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ ราคา ดีไซน์ ทำเล รวมถึงคุณภาพงานด้วย

ส่วนของต่างจังหวัด จังหวัดที่จะมีการเติบโตและเหมาะกับการลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัย ยังคงเป็นจังหวัดที่มีแหล่งงานขนาดใหญ่ อาทิ ชลบุรี, ระยอง, ขอนแก่น และเชียงใหม่ และจังหวัดที่มีโครงการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม เช่น รถไฟทางคู่ ซึ่งจะมีการเวนคืนที่ดินในปี 2558 ยังคงเป็นจังหวัดที่น่าจับตามอง ไม่ว่าจะเป็น นครปฐม, นครราชสีมา, ประจวบคีรีขันธ์ และลพบุรี เป็นต้น

โดยปัจจัยที่จะเลือกลงทุนในต่างจังหวัดนั้น ประกอบด้วย ปัจจัยด้านการเติบโตของเศรษฐกิจในจังหวัด รายได้ประชากร, นโยบายภาครัฐ, ปริมาณแรงงาน และปริมาณประชากร ตลอดจนปัจจัยพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง และราคาที่ดิน โดยการพัฒนาโครงการในต่างจังหวัด กลุ่มเป้าหมายต้องชัดเจนและราคาจะต้องอยู่ในช่วงที่กำลังซื้อส่วนใหญ่สามารถ ซื้อได้ “การเปิดเออีซี ในช่วงปลายปี 2558 นี้ จะส่งผลให้จังหวัดเศรษฐกิจพิเศษและจังหวัดการค้าชายแดน เพิ่มความน่าสนใจ เนื่องจากการค้าขายทั้งค้าปลีกและค้าส่งจะคึกคัก รายได้ประชากรจะเพิ่มขึ้น ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”
ชาติชาย พยุหนาวีชัย
ประธานที่ปรึกษาสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย

สินเชื่อที่อยู่อาศัยในปีนี้ ยังเป็นปีที่ยากลำบากต่อเนื่องจากปี 2557 ที่ผ่านมา และความยากลำบากจะยืดยาวไปถึงปี 2559 ยอดการปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่ ทั้งระบบยังทรงตัวอยู่ที่ปีละ 400,000-500,000 ล้านบาท ยอดเพิ่มขึ้นสุทธิ 200,000 ล้านบาท โดยยอดสินเชื่อบ้านทั้งระบบในปี 2556 อยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท จบปี 2557 เพิ่มขึ้นเป็น 2.7 ล้านล้านบาท และสิ้นปี 2558 อยู่ที่ 2.9 ล้านล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 8-9%

ทั้งนี้ตลาดสินเชื่อบ้าน ในช่วง 2-3 ปีย้อนหลัง อัตราการเติบโตส่วนใหญ่มาจากตลาดต่างจังหวัด ส่วนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การเติบโตค่อนข้างคงที่ มียอดขายอยู่ในระดับ 100,000 ยูนิต แต่เมื่อราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ส่งผลให้บรรดานักธุรกิจ หรือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ในต่างจังหวัดมีรายได้ลดลง ยอดขายที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบ้าน ที่มาจากต่างจังหวัดลดลงไปด้วย

“ช่วง 2–3 ปีก่อนหน้า ต้องยอมรับว่ายอดสินเชื่อบ้านทั้งระบบมีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก กำลังซื้อมาจากต่างจังหวัด ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ๆ ไปเปิดโครงการในต่างจังหวัด สินเชื่อบ้านในต่างจังหวัดจึงบูมมาก แต่เมื่อราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ กำลังซื้อในต่างจังหวัดก็หายไป”

สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดใหม่ตลอดทั้งปี 2557 ที่ชะลอตัวลง จะมีผลกระทบต่อตลาดสินเชื่อบ้านในช่วงปี 2559 เนื่องจากปกติคอนโดมิเนียม จะใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 ปี และเมื่อสร้างเสร็จจึงจะเริ่มโอน และมาใช้บริการสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ดังนั้นในปี 2558 ยังเป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการคอนโดมิเนียมเก่า ที่ก่อสร้างเสร็จและเริ่มทยอยโอนให้กับลูกค้า

ในปีนี้จนถึงปีหน้า (2559) ตลาดคอนโดมิเนียมจะไม่หวือหวาเหมือนช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพราะราคาคอนโดมิเนียมช่วงที่เปิดโครงการใหม่กับราคาที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมโอนให้กับลูกค้ามีราคาแตกต่างกันมาก ทำให้มีกลุ่มนักลงทุนประเภทที่ซื้อเพื่อการลงทุน นำมาปล่อยให้เช่า และเมื่อเห็นว่าราคาดีก็ขายทำกำไร ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10-15% ของยอดขายแต่ละโครงการ

“ระดับราคาคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน ราคาเปิดโครงการใหม่เมื่อสร้างเสร็จ มีระดับราคาใกล้เคียงกัน ทำให้นักลงทุนที่ซื้อเพื่อลงทุนหรือเก็งกำไรหมดไป ทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมไม่หวือหวา ยกเว้นโครงการที่มีทำเลที่ตั้งดี เช่นติดรถไฟฟ้า ซึ่งความต้องการยังมีอยู่”

อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดคอนโด-มิเนียมชะลอตัว ตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง และเมื่อบรรดาห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มเดอะมอลล์ หรือกลุ่มเซ็นทรัลไปเปิดห้าง เช่น ในย่านบางนา หรือบางใหญ่ ก็จะทำให้ตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ ในย่านดังกล่าวขายดีขึ้นหรือถือเป็นจุดขายใหม่ของผู้ประกอบการธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์
อังคณา ปิลันธน์โอวาท ไชยมนัส
กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

ภาพรวมของการปล่อยสินเชื่อของอสังหาริมทรัพย์ในปี 2557 ที่ผ่านมา ถือว่าตลาดปรับตัวได้ดีเกินกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรก เรามีปัญหาการเมืองภายในประเทศ ส่งผลลบต่อบรรยากาศการซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนและการเปิดตัวโครงการใหม่ ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์

แต่ภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เข้ามายึดอำนาจปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมประกาศนโยบายในการแก้ไขเศรษฐกิจอย่างชัดเจนทั้งในระยะสั้นและระยะ ปานกลาง ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคฟื้นตัวขึ้นมาทันที

“จุดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ คือในช่วงเดือน ส.ค.และเดือน พ.ย.57 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่มากถึง 31,300 หน่วย ขณะที่บ้านจัดสรรมียอดเปิดขายใหม่หนาแน่นมากถึง10,100 หน่วย จึงทำให้ธุรกิจโดยรวมของอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 จนถึงสิ้นปี มีปริมาณการซื้อขายดีกว่าครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว”

ดังนั้น การปล่อยสินเชื่อที่ไม่ค่อยดีนักในช่วงต้นปี ก็ค่อยๆ เริ่มปรับตัวดีขึ้น ตั้งแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นมา โดยดันยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ของ ธอส.ทะลุ 10,000 ล้านบาท ในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี 2557 (ส.ค.-ธ.ค.) ส่งผลให้ยอดปล่อยกู้ที่อยู่อาศัยทั้งระบบในปี 2557 เติบโตใกล้เคียงกับปี 2556 ที่ระดับ 534,800 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นยอดการปล่อยสินเชื่อของ ธอส.จำนวน 134,000 ล้านบาท มีการเติบโตเมื่อเทียบกับปี 2556 ประมาณ 6-7% และในปีนี้ ธอส.ก็ได้ตั้งเป้าการปล่อยสินเชื่อไว้ที่140,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 6-7% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่มีคุณภาพและเป็นไปตามทิศทางของตลาดอสังหาริม ทรัพย์

สำหรับภาพรวมการปล่อยสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ธอส.วิเคราะห์ว่า ปัจจัยสนับสนุนยังคงเป็นการเร่งก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนใน กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และการตัดถนนสายใหม่ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลและต่างจังหวัด ซึ่งช่วยเปิดหน้าดินสำหรับโครงการใหม่และเป็นทางเลือกเพิ่มขึ้นของผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในช่วงปลายปี 2558 และการให้ความสำคัญของรัฐบาลไทยกับจีนในการก่อสร้างรถไฟกึ่งความเร็วสูงใน หลายๆเส้นทางก็จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและความต้องการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัยตามหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคเพิ่มเติมอีก

ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับลดลงมากและการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการนั้น จะช่วยให้ผู้บริโภคบางส่วนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่ประเด็นที่สำคัญคือ บรรยากาศการเมืองภายในประเทศ หากมีความสงบเรียบร้อยตลอดปี 2558 จะยิ่งช่วยส่งเสริมตลาดที่อยู่อาศัยให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องไม่ผัวผวน เหมือนกับช่วงต้นปี 2557.

ที่มา: เว็บไซต์ นสพ.ไทยรัฐ http://www.thairath.co.th/content/474046


วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์..เริ่มที่ตรงนี้

หลายคนใฝ่ฝัน หรืออาจจะเพิ่งเริ่มสนใจ ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ อยากจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บางคนยังไม่มีอาชีพ บ้างก็มีอาชีพมั่นคง แต่ต้องการความมั่งคั่ง บ้างก็เป็น Broker หรือนายหน้าอยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ แต่อยากพัฒนาตัวเองสู่การเป็น นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้วก็คงจะพอหาหนทางที่จะพัฒนาตนเองไต่ระดับเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิทเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมากมักจะเป็นเพียง Broker ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ที่จะผันตัวเองเข้าสู่การเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เบื่องต้นก็คงจะ..มืดแปดด้าน

ที่ปรึกษาดีๆ ก็ใช่ว่าจะเดินมาชนให้ปรึกษากันได้ง่ายๆ ลงระดับเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนมากแล้วก็สาละวนอยู่กับธุรกิจส่วนตัว ไม่ได้มีเวลามาให้ใครปรึกษา ว่างเว้นจากงานตัวเองก็อาจจะมีคนจ้างไปเป็นที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจจะเป็นบุคคลทั่วไปหรือเป็นนิติบุคคล

ครั้นจะหาหนังสือซื้อหนังสืออ่านส่วนมากก็ไม่ค่อยจะให้ความกระจ่างได้มากนัก กว่าจะเรียนรู้อย่างมากบางคนก็เป็นได้เพียง Broker หรือนายหน้า ขยับขึ้นมาหน่อยก็เป็นยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ซื้อขายอสังหาฯ หากได้เพียงเท่านี้..เสียดายเงินที่ซื้อหนังสือเพราะเป็นเรื่องที่คนตั้งแต่สมัยไหนสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหนังสือ การหาซื้อหนังสือมาอ่านหรือการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตก็ยังไม่ตอบโจทย์แม้จะบรรลุได้เป็นถึง Broker มือหนึ่ง มือสอง หรือมือสาม เพราะประเด็นหลักไม่ได้ต้องการเป็น Broker หรือนายหน้า แต่ต้องการเป็น Developer หรือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ที่เห็นนิยมกันสมัยนี้ก็เริ่มจากการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เล็กๆ โดยการซื้อบ้านเก่ามารีโนเวท พัฒนาปรับปรุง ทำจนเสร็จแล้ว อย่างไรต่อ..ขาย กว่าจะได้แต่ละหลัง กว่าจะเสร็จแต่ละขั้นตอน แบกภาระความเสี่ยงที่จะขายไม่ได้ตามระยะเวลาที่ควรจะเป็นไว้เต็มหมัด ถ้าเป็นที่ดินส่วนตัวไม่มีดอกเบี้ยก็แค่รอและรอ เพราะต้องไม่ลืมว่า บ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม ฯลฯ ลองขึ้นชื่อว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ขายกันได้วันนี้หรือพรุ่งนี้ เป็นสินค้าที่ใช้ระยะเวลาในการขายค่อนข้างนานถึงนานมากหรืออาจจะขายไม่ได้เลย ไม่ได้เหมือนรถรา หรือสร้อย แหวน นาฬิกา ข้อมือ โทรศัพท์ มือถือ หนูช๊อบชอบ ซื้อง่ายขายคล่อง แต่ที่ดินราคานับล้านสิบล้านยี่สิบล้านจะซื้อกันวันนี้ขายพรุ่งนี้..ไม่เฮงสุดๆ ก็คงต้องไปขายที่ดาวอังคาร

ซื้อถูก ขายแพง กินส่วนต่าง กฎของการค้าขาย พื้นฐานที่แม้แต่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดก็ทราบดี หากต้องการเป็นเพียง Broker ก็คงไม่จำเป็นต้องสอนกัน แต่สิ่งที่ทำให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แตกต่างจาก Broker ก็คือการเพิ่มมูลค่าสินค้า เพียงแต่สินค้ามีมูลค่าสูงมาก การดำเนินการต่างๆ ก็มีขั้นตอนค่อนข้างจะยุ่งยากกว่าสินค้าชนิดอื่นๆ แม้จะไม่ต้องใช้ทักษะวิชาชีพเฉพาะทาง เรียกว่าใครก็ทำได้ แต่ทำได้กับทำเป็นมันก็คนละเรื่องกัน ทำได้แต่เจ๊งนั่นก็เรียกว่าทำไม่เป็น เพราะขึ้นช่อว่านักพัฒนา ไม่ว่าจะพัฒนาสิ่งใดต้องทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม หากเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องพัฒนาให้ที่ดินที่พัฒนามีมูลค่ามากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่หนึ่งหรือสองเท่าแต่เป็นหมื่นเป็นพันเท่าต่างหากจึงจะเรียกได้ว่าเป็น นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ไม่โลกสวยจนมองไม่เห็นโลกของความจริง ทำได้ก็คือทำได้ ไม่ใช้อารมณ์ส่วนตัวดันทุรังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จริงอยู่ว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้จะมีทางออกของมันเสมอ แต่คุ้มค่าหรือไม่กับเงิน เวลา โอกาส ที่ลงทุนไป แม้จะไม่ขาดทุนแต่หากใช้เวลานานกว่าจะคืนทุนนั่นก็เรียกว่าขาดทุนเพราะมูลค่าเงินลงทุนที่ลดลงไปตามอัตราเงินเฟ้อ แม้ว่าในทางบัญชีเหมือนว่าจะเท่าทุนหรือกำไรแล้ว แต่ในทางการเงินอาจจะมองว่าขาดทุน หากใช้เวลานานเกินไปและได้รับผลตอบแทนมูลค่าเท่าเท่ากับที่คำนวณไว้เมื่อแรกเริ่มดำเนินการ เพราะจะคำนึงถึง Payback Peried ด้วย ยิ่งหากมองในแง่ของนักเศรษฐศาสตร์ก็ยังอาจจะขาดทุนต่อให้ในทางการเงินที่คำนวณ NAV หรือมูลค่าแท้จริงแล้วคือกำไร เพราะในทางเศรษฐศาสตร์ยังมองถึงการขาดทุนโอกาสในการทำกำไร หรือขาดทุนกำไร ขาดทุนโอกาสที่่จะได้รับผลกำไรที่ควรจะได้รับนั่นเอง

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา