แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัมมนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัมมนา แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ค้นหาอสังหา ซื้อถูก เพื่ออยู่ หรือ เพื่อ..ขายแพง

หากกำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลพื้นฐานแรกที่คนส่วนใหญ่จะพิจารณาเป็นอันดับแรกๆ นอกจากทำเล คงหนีไม่พ้นเรื่อง "ราคา" ก็จะเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดว่าจะตัดสินใจเลือกบ้าน ที่ดิน คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือเพื่อการลงทุน หรือทั้งสองอย่าง

ปัจจัยเรื่อง "ราคา" มักจะสัมพันธ์กับ "ทำเล" ที่ตั้งของโครงการ เมื่อเจ้าของโครงการคิดว่าตัวเองมีจุดแข็งที่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำเลที่ตั้งของโครงการ หรือความโดดเด่นของบางโครงการในด้านต่างๆ ที่จะนำมาใช้เป็นข้อได้เปรียบ หรือชดเชยความเสียเปรียบ เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการของคู่แข่งทั้งทางตรง และทางอ้อม ทั้งเรื่องต้นทุนของโครงการในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน ทำให้บางโครงการอาจจะตั้งราคาไว้ค่อนข้างสูง ในขณะที่โครงการขนาดเล็กหรือเสียเปรียบแม้ว่าจะหาวิธีชดเชยอย่างไร สุดท้ายก็อาจจะต้องใช้กลยุทธ์เรื่อง "ราคา" ซึ่งกลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้ซื้อ

ในมุมของผู้ที่กำลังจะจับจองอสัง หาฯ มาเก็บไว้ในสต๊อกสโตร์ส่วนตัว หรือเพื่อการลงทุน คงมีมุมมองและเงื่อนไขในการเลือกที่เป็นแบบเฉพาะสำหรับแต่ละบุคคล ขณะที่บางคนมองว่าซื้อแพงทำเลหรูดีกว่าไม่ต้องรอนานประเดี๋ยวเดียวราคาก็ พุ่งกระฉูด จะขายต่อหรือจะปล่อยเช่าก็คืนทุนเร็ว หรืออาจจะด้วยเหตุผลอื่น แต่บางทีก็ไม่เร็วดั่งใจนึกเพราะต้องไม่ลืมว่าซื้อมา "แพง" ถึงแม้จะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง แต่ต้นทุนของโครงการก็ค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้จาก มูลค่าปัจจุบันสุทธิทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการมีค่าค่อนข้างสูง แต่เมื่อวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนต่อต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ กลับมีสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าปัจจุบันสุทธิที่ได้รับ ทำให้เห็นว่าหากโครงการได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ทำให้ต้นทุนของ โครงการเพิ่มสูงขึ้นอีก หรือทำให้ผลตอบแทนลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ก็อาจทำให้โครงการไม่มีความคุ้มค่า ในการลงทุน ในขณะที่บางคนอาจจะมองว่าซื้อถูกเข้าว่าทำเลไม่เลวร้ายเกินไปก็รับได้ เพื่อจะเหลือเงินไว้ทำอะไรได้อีกมากมาย หรืออาจจะซื้อเพิ่มอีกแห่งเพื่อกระจายความเสี่ยงที่จะได้รับอัตราผลตอบแทน ที่แตกต่างกันในแต่ละระดับ

ทำเลดี..ราคาไม่แพง


น่าจะเป็นจุดร่วมของแนวคิดทั้งสองแบบข้างต้น สำหรับบางคนอาจจะเป็นสุดยอดของหลักการในการหาอสังหามาครอบครองไม่ว่าจะเป็น บ้าน ที่ดิน คอนโด จะเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือจะเป็นการลงทุนไว้สร้างผลตอบแทนในอนาคตระยะสั้นหรือระยะยาว ยังไงก็คุ้มค่าจะมองยังไงก็ดูดีไปเสียหมด แต่จะหาจากที่ไหน "ของดีราคาถูก"

"อสังหาที่ ยังไม่สร้าง" หากซื้ออสังหาที่สร้างเสร็จแล้วจะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจจะมากถึง 20% เลยทีเดียว เพราะส่วนใหญ่หลายๆ โครงการที่มีการวางกลยุทธ์การจัดการที่ดี มักจะขายหมดก่อนที่โครงการจะเปิดตัวด้วยซ้ำเพราะ "ราคาต่ำกว่าราคาตลาด" บางคนอาจจะซื้อไว้อยู่อาศัยเอง แต่ก็มีอีกหลายคนที่เป็นนักลงทุนที่มุ่งหวังทำฟลิปปิ้ง ซื้อเพื่อนำมาขายต่อเป็นทอดๆ ให้กับผู้ที่สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่อาศัย หรือลงทุน เพื่อทำกำไรระยะสั้น และก็ยังคงมีผู้ที่สนใจทำฟลิปปิ้งที่มาช้าอยู่ในทุกขั้นตอนจนโครงการก่อ สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตราบเท่าที่ราคาของอสังหานั้นยังต่ำกว่าราคาในตลาด

สำหรับ บางคนจะกลัวว่าซื้อแล้วต้องนั่งลุ้นว่าโครงการจะสร้างเสร็จหรือไม่ โดยปกติแล้วเจ้าของโครงการมักจะมองระยะยาว แต่ละโครงการจะสร้างผลตอบแทนให้กับเจ้าของโครงการเป็นเม็ดเงินมหาศาล และผลกำไรดังกล่าวหมายถึงทุนสำรองที่จะดำเนินโครงการอื่นๆ ที่จะสร้างผลกำไรต่อไปอีก ดังนั้นแต่ละบริษัทที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการย่อมจะให้ความสำคัญกับชื่อ เสียงและความเชื่อมั่นมากกว่าสิ่งอื่นใด เพราะนั่นคือสิ่งที่รับประกันโครงการในอนาคตที่บริษัทจะสามารถขายจนหมด โครงการก่อนกำหนดวันเปิดตัวโครงการด้วยเช่นกัน รวมถึงความพยายามจะควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามระยะเวลาตามกำหนด เพราะหากการก่อสร้างล่าช้าออกไปเท่าใด จะทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย และการประมาณการกระแสเงินสดของโครงการจะเปลี่ยนไป ส่งผลให้ผลกำไรสุทธิที่ได้รับจากโครงการลดน้อยลงไปจนอาจไม่คุ้มค่ากับการลง ทุน


วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์..เริ่มที่ตรงนี้

หลายคนใฝ่ฝัน หรืออาจจะเพิ่งเริ่มสนใจ ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ อยากจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บางคนยังไม่มีอาชีพ บ้างก็มีอาชีพมั่นคง แต่ต้องการความมั่งคั่ง บ้างก็เป็น Broker หรือนายหน้าอยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ แต่อยากพัฒนาตัวเองสู่การเป็น นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้วก็คงจะพอหาหนทางที่จะพัฒนาตนเองไต่ระดับเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิทเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมากมักจะเป็นเพียง Broker ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ที่จะผันตัวเองเข้าสู่การเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เบื่องต้นก็คงจะ..มืดแปดด้าน

ที่ปรึกษาดีๆ ก็ใช่ว่าจะเดินมาชนให้ปรึกษากันได้ง่ายๆ ลงระดับเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนมากแล้วก็สาละวนอยู่กับธุรกิจส่วนตัว ไม่ได้มีเวลามาให้ใครปรึกษา ว่างเว้นจากงานตัวเองก็อาจจะมีคนจ้างไปเป็นที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจจะเป็นบุคคลทั่วไปหรือเป็นนิติบุคคล

ครั้นจะหาหนังสือซื้อหนังสืออ่านส่วนมากก็ไม่ค่อยจะให้ความกระจ่างได้มากนัก กว่าจะเรียนรู้อย่างมากบางคนก็เป็นได้เพียง Broker หรือนายหน้า ขยับขึ้นมาหน่อยก็เป็นยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ซื้อขายอสังหาฯ หากได้เพียงเท่านี้..เสียดายเงินที่ซื้อหนังสือเพราะเป็นเรื่องที่คนตั้งแต่สมัยไหนสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหนังสือ การหาซื้อหนังสือมาอ่านหรือการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตก็ยังไม่ตอบโจทย์แม้จะบรรลุได้เป็นถึง Broker มือหนึ่ง มือสอง หรือมือสาม เพราะประเด็นหลักไม่ได้ต้องการเป็น Broker หรือนายหน้า แต่ต้องการเป็น Developer หรือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ที่เห็นนิยมกันสมัยนี้ก็เริ่มจากการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เล็กๆ โดยการซื้อบ้านเก่ามารีโนเวท พัฒนาปรับปรุง ทำจนเสร็จแล้ว อย่างไรต่อ..ขาย กว่าจะได้แต่ละหลัง กว่าจะเสร็จแต่ละขั้นตอน แบกภาระความเสี่ยงที่จะขายไม่ได้ตามระยะเวลาที่ควรจะเป็นไว้เต็มหมัด ถ้าเป็นที่ดินส่วนตัวไม่มีดอกเบี้ยก็แค่รอและรอ เพราะต้องไม่ลืมว่า บ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม ฯลฯ ลองขึ้นชื่อว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ขายกันได้วันนี้หรือพรุ่งนี้ เป็นสินค้าที่ใช้ระยะเวลาในการขายค่อนข้างนานถึงนานมากหรืออาจจะขายไม่ได้เลย ไม่ได้เหมือนรถรา หรือสร้อย แหวน นาฬิกา ข้อมือ โทรศัพท์ มือถือ หนูช๊อบชอบ ซื้อง่ายขายคล่อง แต่ที่ดินราคานับล้านสิบล้านยี่สิบล้านจะซื้อกันวันนี้ขายพรุ่งนี้..ไม่เฮงสุดๆ ก็คงต้องไปขายที่ดาวอังคาร

ซื้อถูก ขายแพง กินส่วนต่าง กฎของการค้าขาย พื้นฐานที่แม้แต่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดก็ทราบดี หากต้องการเป็นเพียง Broker ก็คงไม่จำเป็นต้องสอนกัน แต่สิ่งที่ทำให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แตกต่างจาก Broker ก็คือการเพิ่มมูลค่าสินค้า เพียงแต่สินค้ามีมูลค่าสูงมาก การดำเนินการต่างๆ ก็มีขั้นตอนค่อนข้างจะยุ่งยากกว่าสินค้าชนิดอื่นๆ แม้จะไม่ต้องใช้ทักษะวิชาชีพเฉพาะทาง เรียกว่าใครก็ทำได้ แต่ทำได้กับทำเป็นมันก็คนละเรื่องกัน ทำได้แต่เจ๊งนั่นก็เรียกว่าทำไม่เป็น เพราะขึ้นช่อว่านักพัฒนา ไม่ว่าจะพัฒนาสิ่งใดต้องทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม หากเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องพัฒนาให้ที่ดินที่พัฒนามีมูลค่ามากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่หนึ่งหรือสองเท่าแต่เป็นหมื่นเป็นพันเท่าต่างหากจึงจะเรียกได้ว่าเป็น นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ไม่โลกสวยจนมองไม่เห็นโลกของความจริง ทำได้ก็คือทำได้ ไม่ใช้อารมณ์ส่วนตัวดันทุรังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จริงอยู่ว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้จะมีทางออกของมันเสมอ แต่คุ้มค่าหรือไม่กับเงิน เวลา โอกาส ที่ลงทุนไป แม้จะไม่ขาดทุนแต่หากใช้เวลานานกว่าจะคืนทุนนั่นก็เรียกว่าขาดทุนเพราะมูลค่าเงินลงทุนที่ลดลงไปตามอัตราเงินเฟ้อ แม้ว่าในทางบัญชีเหมือนว่าจะเท่าทุนหรือกำไรแล้ว แต่ในทางการเงินอาจจะมองว่าขาดทุน หากใช้เวลานานเกินไปและได้รับผลตอบแทนมูลค่าเท่าเท่ากับที่คำนวณไว้เมื่อแรกเริ่มดำเนินการ เพราะจะคำนึงถึง Payback Peried ด้วย ยิ่งหากมองในแง่ของนักเศรษฐศาสตร์ก็ยังอาจจะขาดทุนต่อให้ในทางการเงินที่คำนวณ NAV หรือมูลค่าแท้จริงแล้วคือกำไร เพราะในทางเศรษฐศาสตร์ยังมองถึงการขาดทุนโอกาสในการทำกำไร หรือขาดทุนกำไร ขาดทุนโอกาสที่่จะได้รับผลกำไรที่ควรจะได้รับนั่นเอง

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ส่อง Environment Factor อยู่ให้ถูกที่ถูกเวลา

เมื่อทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม หลีกหนีไม่พ้นอุปสรรคทุกรูปแบบ ทั้งจากปัจจัยแวดล้อมที่กระทบกับธุรกิจทั้งจากภายใน และภายนอก แต่บางทีหากมองให้ดีมองให้เป็นอุปสรรคกลับกลายเป็นโอกาส

Macro Environment Factor



  1. Social

  2. Culture

  3. Economics

  4. Political/Legal

  5. Tecnology

ในที่นี้จะขอกล่าวเพียงบางส่วน
ตัวอย่างเกี่ยวกับการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั่วไปที่เห็นได้ชัดเจนในระยะนี้ที่เห็นง่ายๆ และชัดเจน เป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ หรือกฎหมาย การเมือง ในสภาวะแวดล้อมโดยทั่วไปภายในประเทศในปัจจุบัน หรือปัจจัยภายนอกที่เป็นได้ทั้งโอกาสและอุปสรรค แแม้จะเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่เลือกที่จะ "ยืนให้ถูกที่ ถูกเวลาได้" เช่นอย่างในตอนนี้ หากติดตามข่าวสารจะเห็นชัดว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน (2558) เน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่จะเป็นโอกาสให้กับธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายต่างๆ ของ รัฐบาลที่ออกมาช่วยกระตุ้นตามนโยบาย เช่น การคืนภาษีให้นักท่องเที่ยว การเพิ่มวันหยุด การปรับภูมิทัศน์ของแหล่งท่องเที่ยว หรือการรณรงค์ผ่านสื่อทุกรูปแบบ ที่นอกจากจะสร้างบรรยากาศชักชวนให้ชาวไทยหรือชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น ยังเอื้อกับการลงทุนในกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวทั้งทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น และกลุ่มนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ได้รับปัจจัยบวกด้วยเช่นอย่างไม่น่าแปลกใจ

หากมองลึกไปอีก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปัจจุบัน หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาจจะนอนเอาเท้าก่ายหน้าผากเลยทีเดียวเพราะผลจากการที่สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยุโรป คว่ำบาตรรัสเซียที่แต่ละมีจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมากลดลงจากค่าเงินรูเบิ้ลอ่อนตัว หรือการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจในประเทศจีนชะลอตัวลงอย่างจงใจก็ส่งผลให้ปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ก่อนหน้านี้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมากก็ลดลงไปด้วยเช่นกัน แต่ก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจนถึงกับออกกฎระเบียบออกมามากมายเช่นนี้ ก็ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงท่องเที่ยวก็ยังคงความเย้ายวนน่าสนใจ เพราะประเทศไทยไปที่ไหนก็เหมือนสวรรค์ดั่งประโยคในสปอร์ตโฆษณาของ ททท. ความมั่นใจในจุดนี้หากไม่มีเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเข้ามาแทรกก็ไปได้อีกไกล

หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในครั้งที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ปรับเปลี่ยนอัตราค่าธรรมเนียมการจดจำนองลง 0.01% แล้วยังลดดอกเบี้ย ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต่างแข่งกันออกแคมเปญจ์เพื่อดึงดูดผู้มีรายได้ระดับกลาง ไม่เพียงแค่ลดดอกเบี้ย แต่ยังเข้าร่วมกับ สปส. เพื่อจัดวงเพราะเป็นลูกค้าที่มีรายได้แน่นอนประจำทุกเดือน และสามารถหักค่างวดจากเงินเดือนกับบริษัทเงินและเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยพิเศษให้กับผู้ประกันตนอีกด้วย ห้างร้านได้โดยตรงก่อนที่เงินเดือนจะเข้าบัญชีผู้ประกันตน ซึ่งก็เป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลในยุคนั้น

แม้แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่มีโครงการรถยนต์คันแรก คืนภาษีที่ต้องจ่ายเป็นส่วนลดสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อคัน ต่อคน ก็ทำให้ตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์คึกคัก จนมีรถวิ่งล้นถนนเลยทีเดียว แม้จะมีปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันแพง แต่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้ตลาดรถยนต์มือสองซบเซาเพราะเมื่อคำนวณเบ็ดเสร็จ ซื้อใหม่ถูกกว่าทั้งราคาตัวรถและอัตราดอกเบี้ย

Micro Environment Factor



  1. คู่แข่งในอุตสาหกรรม(Rivalry/ Potential Entrants)

  2. อำนาจการต่อรองของลูกค้า (Bargaining Power of Customers/ Buyers)

  3. อำนาจการต่อรองของผู้ป้อนวัตถุดิบ (Bargaining Power of Suppliers)

  4. ภัยคุกคามจากคู่แข่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น (Threat of New Entrants)

  5. ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน (Threat of Substitute Products or Services)

เมื่อกล่าวถึงระดับมหภาค แล้วจะไม่กล่าวถึงระดับจุลภาคที่ใกล้ชิดกับองค์กรมากทีสุดก็กระไรอยู่ แต่จริงๆ ก็เป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับทุกองค์กรธุรกิจ ที่ต้องประสบพบเจอ ต่างแต่เพียง Micro Environment Factor สามารถควบคุมได้เพราะเป็นปัจจัยแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับองค์กร เพียงแต่หากประเด็นใดเป็นจุดอ่อนก็แก้ไขเปลี่ยนให้กลายเป็นจุดแข็งได้ เช่น อำนาจต่อรองของซัพพลายเออร์ ในกรณีอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์โครงการขนาดใหญ่ๆ ยิ่งใหญ่เท่าไรอำนาจต่อรองของซัพพลายเออร์จะลดน้อยลงเท่านั้น เพราะในประเทศมีจำนวนซัพพลายเออร์เพียงพอที่จะทำให้เกิดการแข่งขัน และนั่นคือตัวอย่างจุดแข็ง
อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อสังหาฯ แนวใหม่ ดึงผู้ซื้อร่วมระดมทุน by โพสท์ทูเดย์



จากโพสท์ทูเดย์ (18 ธ.ค. 57)

การแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันมีความรุนแรงขึ้นอย่างมากจนทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กในธุรกิจนี้อยู่ได้ยากขึ้น เนื่องจากแหล่งเงินทุนนั้นหาได้ยาก อีกทั้งรูปแบบการพัฒนาโครงการจะต้องสามารถตอบโจทย์ของผู้ซื้อ แต่ในขณะนี้ได้เริ่มมีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กดึงกลุ่มเศรษฐีรายย่อยมาร่วมกันพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วยการระดมทุน

พรรณี มุสิกะมูล ผู้ก่อตั้งบริษัท ทัชริช (Touch Rich) เปิดสอนด้านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มาตั้งแต่ปี 2533 และบริษัท เอมไฮต์ ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริทรัพย์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2555 ด้วยทุนจดทะเบียน 280 ล้านบาท โดยจุดเด่นของบริษัทนี้ คือการดึงนักลงทุนรายย่อยที่มีความสนใจด้านอสังหาฯ เข้ามาศึกษาผ่านหลักสูตรของทัชริช (Touch Rich) โดยต้องเป็นสมาชิกเสียค่าเรียน 1,000 บาท เพื่อมาศึกษาแนวทางการพัฒนาโครงการของบริษัท และปรับทัศนคติให้ตรงกัน จากนั้นจึงจะสามารถเข้ามาร่วมลงทุนผ่านบริษัทเอมไฮต์ (Aim High)

สำหรับโครงการแรกที่บริษัท เอมไฮต์ จะพัฒนานั้น พรรณี เล่าว่าได้ให้บุตรชาย วิภู อวิรุทธมาน เป็นผู้บริหารโครงการโดยได้เริ่มพัฒนาโครงการเอมวัน ชุมพรซีไซต์ ซึ่งเป็นบ้านพักตากอากาศ รูปแบบวิลล่า ตั้งอยู่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร บนที่ดินขนาด 11 ไร่ ขนาดบ้านเริ่มต้น 100 ตารางเมตร จำนวน 72 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 300 ล้านบาท ราคาขาย 3.7 ล้านบาท จำนวน 50 ยูนิต และขนาดใหญ่ 8.5 ล้านบาท จำนวน 22 ยูนิต ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างออกแบบผังโครงการ โดยจะเริ่มเปิดขายพร้อมให้เห็นบ้านตัวอย่างได้ในวันที่ 21 มี.ค. 2558

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

รวยได้ไม่ใช้เงินสักบาท เรื่องจริงหรือแค่นิทาน??

หลายท่านที่อยากรวย คงหนีไม่พ้นจะต้องซื้อหาหนังสือ "พ่อรวยสอนลูกรวย" มาอ่านกัน หนังสือเล่มนี้เป็นการเล่าประสบการณ์ของ ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นนามว่า โรเบิร์ต คิโยซากิ - Robert T. Kiyosaki นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจ MLM ที่เขียนบนสภาวะแวดล้อมการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจของสังคมคนอเมริกัน แล้วส่งต่อให้ผู้อื่นเรียบเรียงให้มีสำนวนที่ชวนให้อ่านและติดตาม

โดยส่วนตัวแล้วไม่เคยได้อ่านจนกระทั่งได้ไปข้องเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมา จะเรียกว่าด้วยความจำใจและจำเป็นที่จะต้องหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านก็ว่าได้ เพื่อให้เข้าใจความนึกคิดของคนที่ "อยากรวย" หากผิดพลาดประการใดก็อย่าหาว่าสอนหนังสือสังฆราชเลย ขอให้บทความนี้เป็นเพียงการแชร์ความคิดจากประสบการณ์ที่ผ่านสายตามาในห้วงหนึ่งของชีวิต แต่ละคนก็จะมีประสบการณ์เป็นของตนเองและนี่ก็เพียงประสบการณ์หนึ่งเท่านั้น เหมือนกับการถ่ายภาพ ภาพที่่ถ่ายจากตากล้องสองคน มุมมองที่ถูกถ่ายทอดผ่านสายตาของตากล้องแต่ละคนย่อมจะสะท้อนอารมณ์ของภาพที่แตกต่างกัน ยิ่งถ้าเป็นการถ่ายภาพบุคคลจะเห็นได้ชัดทั้งสีหน้า แววตา และรอยยิ้ม แม้จะถ่ายพร้อมกันด้วยกล้องตัวเดียวกัน อาจจะลองให้พ่อหรือแม่ถ่ายภาพลูกสักภาพ แล้วเปลี่ยนให้คนแปลกหน้าถ่ายก็น่าจะเห็นความแตกต่างได้

เริ่มต้นครั้งแรกในชีวิตกับการอ่านหนังสือ "พ่อรวยสอนลูกรวย" อันลือลั่นสนั่นโลก ที่ได้อ่านเป็นเล่ม 3 ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะมีความแตกต่างกับเล่มอื่นๆ ที่ผู้เขียนพยายามจะโฆษณาแฝงไว้ตลอดทั้งเล่ม เหมือนกับเล่มที่อ่านนี้มากน้อยเพียงใด ความรู้สึกแรกที่เห็นหน้าปกแล้วทำให้เมินผ่านไปเพราะไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา เข้าใจว่าเป็นการสอนวิธีการทำอย่างไรให้รวย จนเมื่อได้อ่านจริงจัง สัมผัสแรกที่ได้รับคือ.. "นี่เป็นคู่มือการเลี้ยงเด็กนี่!!" ยิ่งถ้าได้อ่านตลอดทั้งเล่ม ก็ยิ่งชัดเจนเพราะมีการพูดถึงพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติของเด็กด้วย แล้วทำไมผู้ใหญ่ตัวโตๆ จึงพากันอ่านแล้วคุยกันโขมงเชียว เมื่ออ่านต่อไปก็เข้าใจว่าจุดประสงค์ของผู้แต่งไม่ได้อยู่ที่การสอนเด็ก แต่เป็นการสอนผู้ใหญ่ให้สอนเด็กที่แฝงนัยยะซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน โดยการใช้เด็กเป็นสื่อชักนำ หน้าปกและเนื้อหาภายในก็ตรงกัน แต่เหมือนว่าวัตถุประสงค์ของคนที่ซื้ออาจจะตรงแค่ปก ไม่ค่อยตรงกับเนื้อหาภายในเท่าไร เดาเอาว่าโดยมากที่ที่ซื้อไปเพื่อจะเรียนรู้วิธีการสอนของพ่อรวยและตนเองเป็นลูกที่พร้อมจะรับคำสั่งสอนจากพ่อรวยตามปก "พ่อรวยสอนลูกรวย" มากกว่าการจะหาความรู้เพื่อจะเอาไปฝึกสอนลูกให้เป็นอภิมหาเศรษฐี

เมื่ออ่านจบแล้ว รู้สึกคุ้นๆ อย่างไรไม่ทราบจึงลองค้นประวัติและก็ถึงบางอ้อเมื่อทราบว่าหนึ่งธุรกิจของผู้แต่งคือ ธุรกิจ MLM จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมื่ออ่านแล้วจึงให้ความรู้สึกเหมือนหนังสือเล่มหนาๆ ขนาดพ็อกเก็ตบุ๊คที่ AM WAY ให้พวกสมาชิกอ่าน ในตอนนั้นได้มาโดยความบังเอิญและยังมีเวลาว่างพอจะอ่านเล่นได้

อ่านจบก็นั่งคิด ไม่ได้ทึ่งอะไรกับหนังสือเล่มนี้นักเพราะส่วนตัวแล้วได้ผ่านประสบการณ์เช่นเดียวกับผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ แต่อยู่ในสภาวะที่เลวร้ายกว่าคำว่า "คนเคยจน" ด้วยซ้ำ และไม่ได้มีพ่อรวยมาคอยชี้แนะหรือสั่งสอน มีแต่เพียงความสนใจใคร่รู้เป็นการส่วนตัว ด้วยสงสัยประสาเด็กในความแตกต่างระหว่างชนชั้น ทำไมคนจนจึงไม่รวย และทำไมคนรวยจึงไม่จน เพียงเท่านั้น

ในสมัยก่อนการจะมีร้านขายของชำสักร้านเป็นเรื่องที่ไม่ยากหากมี connetion (อีกแล้ว) ที่มาจากเพื่อนฝูงหรือเครือญาติ และนั่นคือจุดเริ่มต้นประสบการณ์ของการไม่ใช้เงินเลยสักบาทในการจะมีกิจการเป็นของตนเอง ทุกอย่างคือ "เครดิต" ร้านขายของชำคือวงเวียนเงินสดไว้หมุนเวียนเปลี่ยนมือดีๆ นี่เอง วนเข้า แล้ววนออก ยืมสินค้ามาขายก่อนแล้วค่อยจ่ายค่าสินค้าภายหลังตามเงื่อนไข 1/10, n/30, 5% หรืออาจจะเป็นรูปแบบอื่นก็ว่ากันไปตามข้อตกลงแต่ละราย

ปัจจุบันธุรกิจส่วนใหญ่ก็ยังคงทำกันเช่นนั้น ไม่มีใครใช้เงินทุนเพื่อไปซื้อสินค้ามาขายเพราะถ้าขายไม่ได้ตามระยะเวลาแม้จะเป็นสินค้าที่ไม่เน่าเสียก็ตกรุ่นแปลว่าขาดทุน แต่ถ้าเป็นการยืมสินค้ามาขายทางฝั่งต้นน้ำจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่อง Produc Life Cycle ขยันนำมาเปลี่ยน และทำการศึกษาข้อมูลเสร็จสรรพว่าจะผลิตอะไรให้ตรงกับความต้องการของตลาดเปลี่ยนเป็นรูปแบบของการฝากขายแทน แต่ถ้าเป็นร้านชำสมัยก่อนก็เก่าเก็บคาร้านสินค้าบางอย่างเลิกผลิตไปสิบกว่าปีก็ยังมีวางขายในร้าน

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ธุรกิจเฟรนไชน์เติบโตขึ้นข้อจำกัดของบทบาทผู้ที่อยู่กลางน้ำก็เริ่มมีมากขึ้น และการจะเข้าถึงธุรกิจค้าปลีกก็ไม่ง่ายดังเก่าก่อนอีกต่อไป เพราะการสร้างอุปสรรคเพื่อกีดกันของบริษัทธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ทั้งตีกัน ตีโอบเล่นกลยุทธ์ทุกเม็ด จนผู้ประกอบการรายเล็กอยู่ไม่ได้ล้มหายตายจากกันไปมากมาย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการค้าปลีกผู้มาก่อนย่อมได้เปรียบทุ่มทุนสร้างทั้ง Brand Awareness จนถึง Brand Royalty จนแทบใกล้จะเข้าสู่การผูกขาดตลาดธุรกิจค้าปลีกไปแล้ว มาทีหลังต่อให้มีทุนเท่ากันก็ไม่มีสิทธิ์จะไปแข่ง แล้วธุรกิจค้าปลีกทำเลดีๆ ก็ได้กลายเป็นธุรกิจสำหรับผู้มีทุนหนาเท่านั้น ผู้มาใหม่เป็นได้เพียงเฟรนไชน์ซี่ มีทุนเริ่มแรกไม่ถึง 7 หลักก็หมดสิทธิ์ และต่อให้มีสิทธิ์ก็ต้องแบกรับภาระของต้นทุนทั้งสินค้าและการบริหารจัดการ รวมทั้งค่าเฟรนไชน์ฟีที่ต้องจ่ายให้กับเฟรนไชน์ซอร์อีกด้วย

ส่วนตัวแล้วเริ่มสนใจเรื่องอสังหาริมทรัพย์ตอนอายุยี่สิบต้นๆ แต่ก่อนหน้านั้นสิ่งที่สนใจที่สุดคือเทคนิคและวิธีการ "จับเสือมือเปล่า" เพราะครอบครัวไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่จะเรียกว่าร่ำรวยคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ค่อนไปทางจนกรอบคาบจอบคาบเสียมมาเกิดมากกว่า ไม่ทำงานก็ไม่มีรับประทาน แต่โชคยังดีที่มีพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ไม่มีอะไรที่จะทำไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ หากตั้งใจจะทำจริงๆ อยากจะรวยไม่เห็นจะยากเงินหล่นเกลื่อนถนน แค่มองให้เห็นแล้วจับให้ติดก็เท่านั้นเอง และแล้วก็ได้สัมผัสกับการจับเสือมือเปล่าได้รับเงินค่าตอบแทนจากการปล่อยเช่าช่วงอาคารพาณิชย์ที่มิใช่ของตนเองก้อนหนึ่งเป็นผลตอบแทนที่ได้มาในรูปแบบของ Passive Income ครั้งแรกในชีวิตที่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าผู้เช่าระดับบนที่ต้องเสียค่าเซ้งหลายเท่าเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยยังเด็กเมื่อพบกับตัวตนของตัวเองจากการทำงานอื่นจึงไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องอสังหาริมทรัพย์อีก

จนกระทั่งเมื่อถึงวัยที่สมควรจะต้องมีบ้านเป็นของตนเอง เพื่อประโยชน์ในการนำมาต่อยอดการทำงานและคาดหวังการได้มาซึ่งผลตอบแทนจากบ้านที่จะซื้อเป็นงานอดิเรก มาถึงจุดนี้จะเล่าวิธีการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในเมืองราคาล้านต้นๆ เมื่อสิบปีก่อน โดยไม่ได้ใช้เงินสักบาทจริงๆ ยกเว้นค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ หรือหากจะคิดเพื่อความสบายใจก็ขออนุญาตบอกว่าใช้เงินไม่ถึงพันบาทละกัน

เมื่อถึงคราวที่จะต้องระดมความรู้ เพื่อให้เกิดความคิดค้นหาวิธีการที่จะได้ครอบครองบ้านด้วยวิธีเก๋ๆ ไม่ต้องใช้แม้แต่เงินวางมัดจำเลย ด้วยสถานการณ์บีบบังคับเพราะในขณะนั้นมีเงินออมเพียงน้อยนิดไม่พอที่จะวางมัดจำด้วยซ้ำ บ้านราคา 1.3 ล้าน วางเงินมัดจำเพื่อทำสัญญา 30,000 เพื่อทำสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อไม่มีเงินก็เล่นลูกหน้าด้านกันละ ขอนายหน้าแบบตรงๆ เลย ไม่มีเงินแต่อยากได้บ้าน สเตจเมนท์ผ่านแน่ ถ้าอยากขายก็อยากซื้อ นายหน้าก็ช่วยไม่เอาเงินมัดจำแต่ออกใบสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อไปยื่น กู้กับธนาคารได้ 90% ดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี หลังจากนั้นลบ MRR -1 ใช้ประโยชน์จากโครงการบ้านหลังแรกของสำนักงานประกันสังคม แน่นอนว่าติดตามข่าวสารเสมอและหากไม่มีโครงการสนับสนุนจากรัฐบาลในยุคนั้นเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ย ลดค่าธรรมเนียมการจดจำนอง เพื่อให้สอดรับกับโครงการบ้านเอื้ออาทร และเป็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจก็อาจจะยังไม่คิดเรื่องการซื้อบ้านแน่นอน

เมื่อโอกาสมาแล้วจึงไม่เสียเวลาที่จะรีรออะไรอีก โอกาสเป็นสิ่งที่มาเร็วและไปเร็วเสมอ บางครั้งก็โอกาสดีๆ ไม่เกิดซ้ำซะด้วย จึงรีบออกตระเวนหาบ้านในฝัน ได้เป็นทาวน์เฮาส์เล็กๆ มือสองที่ผ่านการรีโนเวทฝีมือนายหน้าแบบหยาบสุดๆ แต่อยู่ในเมืองใกล้มหาวิทยาลัยแบบรั้วแทบจะติดกัน ปล่อยเช่าง่าย ปล่อยขายไม่ยาก เพราะราคาระดับพนักงานเงินเดือนขอกู้แบงค์เพื่อซื้อได้สบายๆ ปัจจัยสำคัญในการเลือกบ้านสไตล์เด็กๆ ในตอนนั้น เพื่อขายต่อหรือปล่อยเช่าต่อเต็มๆ ในอนาคต แม้จริงๆ แล้วจะเพื่ออยู่อาศัยเอง ไว้เป็นทางหนีทีไล่ ป้องกันความเสี่ยงกรณีไม่มีเงินผ่อนชำระกับธนาคาร คำนวณแล้วจากค่าเช่าอพาร์ทเมนท์กับค่าเช่าบ้านกับค่างวด..พอไปได้

ความได้เปรียบของทำเลทำให้ไม่ต้องกังวลกับโครงการบ้านเอื้ออาทรที่เป็นศัตรูทางตรงของการปล่อยเช่าในตอนนั้นเลย มั่นใจได้บ้านไม่หลุดแน่นนอน เมื่อได้บ้านแล้วก็เริ่มวางแผน หาราคาประเมิน ด้วยว่าวางแผนจะซื้อบ้านมานานแล้วเพียงแต่รอโอกาสที่เหมาะสม จึงเดินบัญชีไว้ให้เพียงพอกับงบประมาณราคาบ้านที่คิดว่าผ่อนไหว คิดเฉพาะเรื่องผ่อนไหวเท่านั้น แล้วค่อยจึงมาดูราคาบ้านอีกที เรื่องสเตจเมนท์จึงพร้อมเสมอ แต่ปัญหาต่อมาก็คือ บ้านล้านกว่าธนาคารให้ 90% แต่วงเงินที่จะได้จากสลิปเงินเดือนคำนวณคร่าวๆ แล้วได้เพียง 900,000 ไม่พอแน่นอน จึงยื่นเรื่องรายได้พิเศษเสริมเข้าไป เพราะบัญชีเดินไว้เหลือเฟือสำหรับรายได้พิเศษที่จะเพิ่มเข้ามาจึงได้วงเงินเพิ่มเป็น 1.1 ล้าน ยังขาดอีก 200,000 ไปตกลงกับนายหน้า อยากได้บ้านแต่ไม่มีเงินช่วยอะไรได้บ้าง อะไรก็ผ่านหมดแล้วเหลือแค่เรื่องนี้ ขอผ่อนจ่ายได้ไหมกับเงินส่วนที่เหลืออีก 200,000 เพื่อหมุนเงินภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจริงๆ หากตอนที่ทำสัญญาซื้อขายให้นายหน้าตั้งราคาซื้อสูงให้พอดีกับวงเงินกู้เพราะราคาประเมินล้นเหลือก็จะไม่ต้องหาเงินอีก 200,000 ในส่วนนี้เลย แต่ก็จำไม่ได้ว่าด้วยเหตุใดจึงไม่ใช้วิธีดังกล่าว เมื่อนายหน้าไม่ยอมให้ผ่อน แต่ให้เป็นส่วนลดแทน 50,000 ก็ยังดี หาอีกประมาณ 170,000 เผื่อค่าดำเนินการอื่นๆ งานนี้ก็เริ่มใช้วิธีหมุนเงินเข้าและออกจากเจ้าหนี้รายย่อยนอกระบบแทน ไม่ใช่ใครอื่นบรรดาญาติสนิทมิตรสหายนั่นเอง รายละเล็กละน้อยหลายราย แต่เวลาการชำระไม่ตรงกัน จนกว่าจะรวบรวมเงินจากรายได้ประจำแล้วไล่ชำระจนหมด เป็นอันว่าก็ได้บ้านหลังแรกในชีวิต

ประสบการณ์ครั้งนั้นจะทำให้ได้รับบ้านฟรีได้เลยถ้าตัดสินใจที่จะไปพักอาศัยในอพาร์ทเมนท์และปล่อยบ้านหลังนั้นให้เช่าแทน เพราะค่าเช่าอพาร์ทเมนท์เดือนละแค่ 2,500-3,000 โดยประมาณ แต่ค่าเช่าบ้านเดือนละ 7,000-8,000 บาท เพียงพอกับค่างวดเพียงเดือนละ 4,000 กว่าบาท พร้อมดอกเบี้ย แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ หากมีเงินก้อนโตผ่านเข้ามือไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด ไม่มีทางที่จะเอาไปโปะเงินต้นเพื่อลดดอกเบี้ย จะนำไปลงทุนต่อในรูปแบบอื่นๆ เพราะคำนวณแล้วในระยะนั้นเป็นช่วงตื่นทอง ถ้าลงทุนในทองคำจะได้รับผลตอบแทนปีละ 30% มาหักลบกับดอกเบี้ยเงินกู้ 2.5% กว่าจะไปถึงดอกเบี้ย MRR -1% ก็มีเงินเหลือเก็บที่จะเอาไปลงทุนเพื่อชดเชยดอกเบี้ยที่เพิ่มเข้ามาหลังจากครบกำหนดดอกเบี้ย 2.5% คงที่ 5 ปี ได้สบายๆ เพราะหลังจากนั้นไม่ถึงปีอัตราดอกเบี้ยก็กลับตัวเป็นขาขึ้น ก็จะได้ส่วนต่างที่จะเอาไปลงทุนอย่างอื่นต่อได้อีกสบายๆ

ด้วยอายุยังน้อยยังสนุกกับเรื่องอื่นๆ เมื่อได้บ้านตามต้องการแล้วก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น เอาแค่หาวิธีให้เงินเท่าที่มีทำงานได้ผลตอบแทนมาชดเชยกับอัตราดอกเบี้ยที่เสียให้กับธนาคารโดยไม่ต้องใช้เงินรายได้หลักก็พอใจแล้ว ยิ่งถ้าปล่อยเช่ายังต้องดำเนินการเรื่องทางกฎหมายจุกจิกอีกมากมาย และหากได้ผู้เช่าที่เฮงซวยก็จะมีปัญหาต้องตามแก้อีกเพราะทำด้วยลำพังตัวคนเดียวไม่มีพรรคพวกที่จะมาช่วยแก้ปัญหาให้ได้ แต่ยังไม่ทิ้งแผนการที่จะนำบ้านหลังนี้เข้าจำนองเพื่อซื้อบ้านหลังต่อไปและต่อไป รอจังหวะดีๆ ตระเตรียมผู้ซื้อผู้ขายไว้เรียบร้อย สุดท้ายเมื่ออายุยิ่งมากไฟเริ่มมอดบวกกับงานประจำที่เป็นโปรดปรานทำให้ไม่มีเวลาเหลือที่จะคิดทำอะไรต่อไปได้อีก

ทั้งหมดนี่ไม่ได้มาจากหนังสือหรือตำราเล่มใด ไม่มีพ่อรวยมาสอนให้รวย เป็นเพียงความมุ่งมั่นและทำให้สำเร็จตามเป้าหมายและเงื่อนไขที่วางไว้ "จับเสือมือเปล่า" บนความเชื่อและศรัทธาว่าทุกอย่างทำให้เป็นจริงได้แค่ "คิดให้ออก" เท่านั้นเอง อาจจะเกิดคำถามว่าแล้วปัจจุบันน่าจะรวยมีเงินกองท่วมหัว เปล่าเลยยังมีฐานะปานกลางแค่พอกินพออยู่ ปัจจุบันจะเรียกว่าไม่มีบ้านเป็นของตัวเองก็ได้เพราะบ้านที่ซื้อในครั้งนั้นไม่ซื้อในนามของตัวเอง คนเราจะมีทางเลือกที่จะดำเนินชีวิตต่างกัน บางคนฝันอยากรวย อยากใช้ชีวิตที่หรูหรา สุขสบาย แต่บางคนไม่ต้องรวยแค่ขอใช้ชีวิตอยู่แบบเงียบๆ สงบๆ ได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบและไม่ต้องวุ่นวายกับใครก็พอใจแล้ว ไม่มีใครผิดอยู่ที่ความสบายใจ สุขใจ ในการที่จะเลือกหนทางดำเนินชีวิต สไตล์ของใครก็ของใคร

ที่สำคัญ..สิ่งที่เล่ามาเป็นเพียงการจะบอกว่าถ้าต้องการจะครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ใช้เงินสักบาท "ทำได้จริง" แล้วถ้าหวังจะรวยด้วยอสังหาริมทรัพย์โดยใช้เงินจำนวนน้อยหรือไม่ใช้เลยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือพิสดารอะไรเลยแม้แต่น้อย ต้องก่อนเข้าใจว่าที่เล่ามาวัตถุประสงค์เพื่ออยู่อาศัยเท่านั้น ไม่ได้ทำเพื่อหวังผลเชิงพาณิชย์ เพราะจะหวังผลเชิงพาณิชย์ได้อย่างไรโดยไม่มีพรรคมีพวก ไม่มี connection ก็ถูๆ ไถๆ ทำไป ได้ผลตอบแทนมาหลักแสน หรือได้เป็นเบี้ยหัวแตกรายเดือนจะให้รู้สึกว่าเพียงพอหรือ?? กว่าจะสะสมผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำก็ใช้ระยะเวลานาน หากคิดเช่นนั้น คงจะต้องกลับไปทบทวนใหม่ เพราะการจะหวังผลตอบแทนในอสังหาริมทรัพย์ในทางธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมนี้ มักน้อยไม่ใช่เรื่องที่ดี นอกจากจะใช้เงินลงทุนจำนวนน้อยแล้วยังจำเป็นที่จะต้องมองผลตอบแทนไปที่หลักล้านถึงสิบล้านในห้วงระยะเวลาอันสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าได้ลงมือทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แล้ว จะมองเพียงผลตอบแทนไม่กี่แสนคงไม่สมศักดิ์ศรีเท่าไร และหากมองเป้าหมายแบบนี้แล้วจะเห็นว่าวิธีการข้างต้นที่เล่ามาทั้งหมดเป็นวิธีการของเด็กอมมือเท่านั้น

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

รวยไปทีละสเต็ปหรือจะ "ก้าวกระโดด" ??

จะเริ่มจากจุดไหนเลือกเองได้ Owner - Broker - Developer - Ultimate Developer ก้าวทีละก้าวจาก Owner ไปเรื่อยๆ จนถึง Ultimate Developer กว่าจะถึงฝันคงต้องใช้เวลาอีก "หลายปี" การก้าวข้ามไปสู่ Ultimate Developer ก็ใช่ว่าจะง่าย ถ้าไม่มี "พี่เลี้ยง" การจะสะดุดหกล้มหัวคะมำจะรุนแรงกว่าระดับอื่นๆ เพราะการจะกระโดดข้ามหัวคนอื่นๆ โดยที่พื้นฐานไม่แข็งแรงสั้นๆ คำเดียว "เจ็บหนัก"


จะเห็นหลายๆ ประเทศที่ใช้กลยุทธ์การก้าวกระโดด จากการเป็นผู้รับจ้างผลิตไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ กลายเป็นประเทศที่เป็นผู้นำทางเทคโนโลยี แชร์ส่วนแบ่งการตลาดระดับโลก การก้าวกระโดดที่แอบเจ็บตัวในตอนนี้เห็นจะมีแต่ประเทศจีน ที่ก้าวกระโดดและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับญี่ปุ่น และเกาหลี แตกต่างกันตรงที่ จีนก้าวกระโดดโดยไร้พื้นฐานความรู้จริง ปัจจุบันหากดูให้ดีประเทศจีนซ่อนรอยบาดแผลไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพสินค้า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม กดขี่แรงงาน ฯลฯ ที่ไม่รู้ว่าวันใดหนึ่งในปัญหาต่างๆ หากแก้ไขไม่ทันท่วงที..อันตรายมาก

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือพูดแบบภาษาลูกทุ่งๆ คิดจะรวยกับอสังหาริมทรัพย์ สำหรับบางคนที่ไม่เคยสัมผัสกับธุรกิจนี้มาก่อน อาจจะเริ่มต้นก้าวแรกจากการเป็น "Owner" ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง จนผ่านไประยะหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อบ้านใหม่เพื่อขยับขยาย แล้วจึงเอาบ้านเก่ามาขายกันแบบดิบๆ โดยที่ไม่มีการปรับปรุงอะไรเลย เหมือนทรัพย์สินรอขายของธนาคารพาณิชย์ หรือที่กรมบังคับคดีนำมาประมูล เพื่อประหยัดต้นทุน และนี่ก็คือก้าวแรกของการเป็น "Broker" บางคนอาจจะหยุดที่ตรงนี้ แต่บางคนอาจจะก้าวต่อที่จุดหมายต่อไป "Developer" ซื้ออสังหามาใส่ตระกร้าล้างน้ำ หรือรีโนเวท แล้วขายในราคาที่สูงขึ้น และเริ่มจะต้องใช้เงินทุนจนหมด พร้อมหนี้สินพะรุงพะรัง

สมัยต้มยำกุ้งมีพ่อของเพื่อนท่านหนึ่งเป็น "Broker" ที่โดนวิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 เล่นงาน เขาทำอะไรผิดพลาด?? ที่มิอาจรอดพ้นบ่วงของวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่ทำให้นักธุรกิจหลายคนสิ้นเนื้อประดาตัว กับ คำถามที่ต้องตอบ..และวิเคราะห์ว่าระหว่างสองคน คนหนึ่งรอด อีกคนไม่รอด คนที่ไม่รอดผิดพลาดอะไร ในเมื่อเหตุการณ์นั้นเป็น "ปัจจัยแวดล้อมภายนอก" ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และไม่มีใครคาดฝันว่าจะเลวร้ายขนาดนั้น หากได้อ่านบทความก่อนหน้านี้คงตอบคำถามนี้ได้ไม่ยาก เขาไม่ได้เผื่อสถานการณ์ที่ยากลำบากเหล่านั้นไว้ด้วยการ "ป้องกันความเสี่ยง" และความอหังการ์ทำการเพียงลำพังคนเดียว ใช้เงินทุนทั้งหมดที่มี โดยไม่ได้สำรองไว้ในภาวะฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง รวมทั้งการทำการเพียงลำพังทำให้มีคอนเน็คชั่นที่เปราะบาง ไม่สามารถจะหาใครมาเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้ได้พึ่งพิงในยามที่หลังชนฝาแบบนั้น และยังคงมีเหตุผลอีกมากมายที่เขาไม่สามารถจะเล่าให้ฟังได้ รวมๆ แล้วก็คือไม่มีการวางแผนการบริหารจัดการที่ดี จึงทำให้อนาคตต้องจบลงเพียง "Broker" โดยที่ยังไปไม่ถึง "Developer" ด้วยซ้ำ

เมื่อก้าวผ่านคำว่า "Broker" มาได้ แต่ในบางช่วงเวลาที่ปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวยทำให้ขายอสังหาฯ ออกช้า เริ่มจะต้อง รีโนเวท จับอสังหาฯ ใส่ตะกร้าล้างน้ำ ชุบตัวใหม่ให้ดูน่าสนใจกว่าเดิม สถานการณ์พาให้ต้องเป็น "Developer" ไปโดยปริยาย แล้ว "ต้นทุนละ!!" เริ่มจะเครียดแล้วละสิเมื่อพูดถึงตรงนี้

สำหรับ Developer กรณีที่ใช้เงินทุนรวมจำนวนน้อย ความเสี่ยงสูง และผลตอบแทนต่ำ แต่หากใช้เงินทุนจำนวนมาก แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่ก็ไม่ทำให้ความเสี่ยงลดลงเลยกลับจะสูงขึ้นยิ่งกว่าเดิมอีก ในขณะที่การหาผู้ร่วมลงทุน นอกจากความเสี่ยงจะต่ำเนื่องจากการกระจายความเสี่ยงออกจากการลงทุนร่วมกัน มีการวางแผนกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงไว้ ในส่วนของผลตอบแทนสูงแน่นอน ใช้เงินลงทุนจำนวนน้อยกว่าผลตอบแทนในอัตราที่สูงเป็นเท่าตัว เมื่อเทียบกับเงินลงทุนเริ่มแรก และการมีทีมและคอนเน็คชั่นที่แข็งแกร่งไม่ว่าจะเรื่องการเงิน หรือการตลาด ฯลฯ ทำให้ Payback Period สั้น คืนทุนได้ในระยะเวลาไม่นาน ทำให้ไม่ต้องมองเรื่องมูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์เลย เมื่อคำนวณคร่าวๆ เช่นนี้แล้วทำให้เห็นว่าผลตอบแทนจะสูงกว่า ปกติที่ลงทุนทุกสิ่งทุกอย่างเพียงลำพังตัวคนเดียว ในขณะที่ความเสี่ยงของก็ต่ำกว่าด้วย

หากไม่มีเงินทุนจำนวนมหาศาลจำเป็นต้องก้าวไปทีละสเต็ป จาก Owner แล้วพัฒนาไป Broker แล้วต่อไปยัง Developer กว่าจะถึงการเป็นเจ้าของโครงการการร่วมทุนจะทำให้ลดขั้นตอนลงไปได้เยอะ อาจจะยังไม่ได้เป็น Owner ก้าวกระโดดไปเป็นเจ้าของโครงการเลยในทันที

ยุคสมัยเปลี่ยนไป การจะดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เติบโต และยิ่งใหญ่ สมดังความปรารถนา มีแค่เงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีทีมที่มีประสิทธิภาพที่จะเป็นสมองขับเคลื่อนโครงการให้ประสบความสำเร็จด้วยวิธีฉลาดๆ และแน่นอนเพราะยังคงให้ความสำคัญกับ Connection  การฝ่าวิกฤติที่สร้างหายนะให้กับธุรกิจมากมาย สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือทำ ในการเรียนรู้จึงให้ลงมือทำ

ด้วยความเชื่อว่าสัญชาตญาณของนักลงทุนย่อมจะไม่ยอมที่จะ "เจ็บหนัก" แน่นอน

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

หลายหัวดีกว่าหัวเดียว



จุดเชื่อมต่อระหว่างนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจอื่น เพื่อเป็นจุดศูนย์รวมในการระดมสมอง แนวคิดในการวิเคราะห์ธุรกิจประเภทตา่งๆ บนพื้นฐานความคิดที่ว่าไม่มีใครเก่งที่สุดทุกด้าน เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า หรือต่อให้มีจริงก็ไม่สามารถจะทำทุกอย่างได้ด้วยตนเอง การพึ่งพากัน แม้จะแตกต่างกันในประเภทของอุตสาหกรรม

หากเป็นธุรกิจเล็กๆ การจะหาธุรกิจอื่นที่จะมาเป็นพันธมิตรกันก็ไม่ง่าย การเจรจาให้ วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลยอาจจะเป็นเรื่องที่ยาก  จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างให้เป็น "Hub" เพื่อเชื่อมต่อธุรกิจแต่ละประเภทที่จะกลายเป็นจุดแข็งให้ซึ่งกันและกัน

เหมือนกับสิ่งแรกเมื่อเราเข้าไปในสถานีบริการน้ำมัน สิ่งที่เราเห็นนอกเหนือจากตู้จ่ายน้ำมัน และรถจำนวนมาก ทั้งรถยนต์ รถปิ๊คอัพ มอเตอร์ไซต์ ไปจนถึงรถสิบล้อ รถพ่วง จะเห็นสิ่งก่อสร้างเล็กบ้างใหญ่บ้าง ที่นอกเหนือจากคาร์แคร์ที่ดูแล้วก็ยังให้ความรู้สึกกลมลืนไปกับธุรกิจหลักที่ขายน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ธุรกิจเหล่านั้นไม่ได้เปิดให้บริการอะไรที่มีความข้องเกี่ยวกับรถยนต์เลย

"ร้านมินิมาร์ท" กลายเป็นสิ่งที่เกิดมาคู่กับปั๊มน้ำมันไปเสียแล้ว มีความพยายามที่จะหาช่องว่างเพื่อขอส่วนแบ่งการตลาดธุรกิจค้าปลีกที่มี 7-11 เป็นเจ้าตลาดในขณะนี้ ยิ่งถ้าได้ออกไปตามต่างจังหวัดก็จะยิ่งเห็นความความคิดสร้างสรรค์ และความหลากหลายของธุรกิจประเภทต่างๆ ที่เข้ามาเสริมทำให้ปั๊มน้ำมันปัจจุบันไม่เพียงแต่จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว

โดยพยายามสรรหาบริการต่างๆ มานำเสนอความต้องการของผู้ที่เข้ามาใช้บริการในปั๊มน้ำมัน ทั้งที่ผู้เข้ามาเติมน้ำมันยังคิดไม่ถึงว่าตัวเองกำลังต้องการสิ่งที่ธุรกิจน้อยใหญ่ในปั๊มน้ำมันนำเสนอเสียด้วยซ้ำไป เช่น เดินทางไกลแวะปั๊มแล้วก็อาจจะรู้สึกหิว หรืออยากยืดเส้นยืดสาย นอนให้พนักงานนวดฝ่าเท้าผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการขับรถเป็นเวลานาน จิบกาแฟร้อนๆ ในสวนน้อยๆ หรือหากเป็นเส้นทางที่มีช่วงรอยต่อระหว่างจังหวัดยาวมากๆ ก็ยังมีห้องพักขนาดเล็กให้เช่ารายวัน เพื่อผู้ที่ขับรถมานานหลายชั่วโมง ได้นอนพักผ่อนบนเตียงนุ่มๆ เพื่อจะได้มีแรงเดินทางต่อไปด้วยความสดชื่น แทนการนอนคุดคู้อยู่ในรถยนต์ ส่วนตัวแล้วเวลาขับรถไปต่างจังหวัดจะพยายามสังเกตว่าจะมีธุรกิจอะไรแปลกใหม่ที่จะเข้ามาให้บริการในปั๊มน้ำมันอีกหรือไม่

การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่ได้ต่างกัน พื้นที่ส่วนกลางที่เหล่านักพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พยายามจะเฟ้นหาธุรกิจต่างๆ ที่จะนำเข้ามาบรรจุไว้เป็น Facility ของโครงการต่างๆ ไม่ใช่เพียงหนึ่งหรือสองประเภท และไม่ได้พิจารณาแต่เฉพาะความต้องการของผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการเท่านั้น โดยเฉพาะจุดเด่น Facility ในรูปแบบที่มีความพิเศษกว่าตรงที่นอกจากจะให้บริการคนในโครงการแล้วยังเน้นพัฒนาให้ธุรกิจประเภทต่างๆ มีศักยภาพที่จะให้บริการแก่บุคคลภายนอกด้วย ด้วยวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการบริหารจัดการ Facility เพื่อให้เกิด Passive Income กลับคือสู่.. "ผู้อยู่อาศัย"

การสร้าง Hub ในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดกว้างให้ธุรกิจแต่ละประเภทมาร่วมกันวางแผนธุรกิจให้สอดรับกับคอนเซ็ปของโครงการแต่ละโครงการ หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปก็สามารถเข้ามาร่วมเสวนา ปรึกษาหารือ โดยมีทีมงานคอยช่วยประสานและให้คำปรึกษาในธุรกิจแต่ละประเภท ไม่ว่าในท้ายสุดแล้วจะได้ร่วมงานกันรือไม่ หรืออาจจะได้เป็นพันธมิตรในธุรกิจอื่นๆ ของท่านอื่นที่เข้ามาใน Hub

นอกเหนือไปจากการเฟ้นหาธุรกิจที่น่าสนใจและแตกต่างที่โดดเด่นเข้าสู่ Facility ในแต่ละโครงการแล้ว ค่อนข้างจะเห็นใจ ผู้ที่กำลังเริ่มสร้างธุรกิจของตนเอง (ไม่ใช่ธุรกิจขายตรงนะ) ในสภาวะการแข่งขันปัจจุบัน การจะเริ่มต้นธุรกิจใดๆ ดูจะยากขึ้นทุกที เพราะทุนใหญ่ที่เข้ามาจนไม่เหลือพื้นที่ให้กับผู้ประกอบการเล็กๆ จะได้ยืนหรือหายใจ ไม่ต้องพูดถึงโอกาสที่จะได้เป็นผู้ท้าชิง แค่ส่วนแบ่งการตลาดไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ทุนใหญ่จะแย่งไปจนแทบจะไม่เหลือ หรือหาทำธุรกิจมาก่อนอยู่แล้วก็อาจจะต้องประสบกับภาวะที่ทุนใหญ่สนใจธุรกิจที่ทำมาช้านาน และเริ่มมีการเข้าไปครอบงำด้วยกลยุทธ์สารพัดวิธี จนกลายเป็นการผูกขาดไปในที่สุด

ในอดีตการจะสู้กับทุนใหญ่เหล่านั้นก็ต้องใช้ทั้งกำลังคนและกำลังเงินจำนวนมหาศาล แต่ปัจจุบันใช้เพียง..สมอง และความเร็ว เพื่อหาช่องทางที่จะแทรกเข้าไปยืนในธุรกิจที่สนใจ หรือรักษาฐานลูกค้าไว้อย่างเหนียวแน่น มีทุนใหญ่เข้ามาเป็นนคู่แข่งลูกค้าเดิมก็ไม่ปันใจไปให้ทุนใหญ่ที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจนั้นๆ และสร้างฐานลูกค้าใหม่ จุดอ่อนของธุรกิจหนึ่ง อาจเป็นโอกาสของอีกธุรกิจ การหาความลงตัวในการจะเชื่อมโยงและเป็นพันธมิตรทางการค้ากัน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจของตัวเอง เข้าลักษณะ "รวมกันเราอยู่" เพื่อที่จะเติบโตไปด้วยกัน

เชิญเข้าเยี่ยมชมและ พูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา

"รีโนเวท" จับอสังหาฯ "ใส่ตะกร้าล้างน้ำ"


นับวันกระแสการรีโนเวทบ้าน คอนโดมิเนียมก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็ทำเป็นงานอดิเรก ทำด้วยใจรัก แต่ไม่แน่ใจเท่าไรว่าจะมีการทำในเชิงพาณิชย์มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สไตล์ซื้อของเก่ามาปรับปรุงให้ไฉไลแล้วขายใหม่ในราคาที่สูงขึ้น ถ้าเอาภาษาบ้านๆ "จับใส่ตะกร้าล้างน้ำ" ชุบตัวเป็นของใหม่สดซิงออกมาขาย นายหน้าหลายยุคหลายสมัยก็นิยมทำกัน แม้กระทั่งประมาณสิบปีก่อนเคยเห็นโบรชัวร์ของธนาคารไทยทนุที่นำทรัพย์สินรอการขายมาทำการรีโนเวท แต่ทำได้เพียงไม่นานก่อนจะควบรวมกับธนาคารทหารไทย ปัจจุบันก็ไม่ได้ตามข่าวต่อว่ายังมีโครงการเช่นนี้อีกหรือไม่

แม้ว่าจะทำได้จริง และอาจจะมีบางคนเชื่ออย่างสนิทใจว่าการรีโนเวทบ้าน หรือ คอนโดมิเนียม เป็นก้าวเล็กๆ ก้าวแรก สำหรับผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่การรีโนเวทจะใช่หนทางที่จะไปสู่นักพัฒนาอสังริมทรัพย์มืออาชีพจริงๆ ?? จะไม่เป็นการเสียเวลาไปกับความฝันหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ใครก็ตอบไม่ได้เพราะการแสวงหาผลประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ไม่เฮงจริงๆ ไม่ได้ใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนแน่นอน ซึ่งระหว่างนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่อะไรจะสำคัญเท่าผลตอบแทนที่คาดหวังต่ำกว่าต้นทุน หรือพูดง่ายๆ "ประสบภาวะขาดทุน" นั่นเอง

บางคนก็ปลอบใจตัวเองด้วยคำว่า มักน้อยทำด้วยใจรัก แต่หากจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพเกรงว่าการมักน้อยจะก่อให้เกิดหายนะที่ไม่คาดฝันได้เช่น ได้รับผลตอบแทนล่าช้าจากสาเหตุใดๆ ก็ตาม ที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าการแสวงหาผลตอบแทนจากอสังหาริมทรัพย์ไม่รวดเร็วดังฝัน ถ้าไม่มีกลยุทธ์และเป้าหมายหรือแผนธุรกิจที่ดีและชัดเจน รวมทั้ง connection หากนำเงินออมส่วนตัวมาลงทุนเมื่อพิจารณาระยะเวลาที่จะได้รับผลตอบแทน หากขายออกช้าแล้วดูเฉพาะตัวเลขทางบัญชีก็อาจจะเป็นบวก แต่หากละเอียดอีกนิดจะพบความจริงที่น่าสะพรึงกลัวว่ามูลค่าปัจจุบันของเม็ดเงินลดลง เรียกว่าไม่เพียงพอที่จะลงทุนในขนาดของโครงการที่มีขนาดเดียวกันได้อีกต่อไป และจะยิ่งฝันร้ายกว่า หากเป็นการกู้เงินมาลงทุนรีโนเวท เพราะเมื่อถึงกรอบระยะเวลาที่จะต้องชำระเงินค่างวด พร้อม "ดอกเบี้ย" กับสถาบันการเงิน แต่ยังขายบ้านไม่ได้ หรือชีวิตเกิดพลิกผัน กนง.ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ยกันเป็นขบวนพาเหรดจะซวยหนักไปอีก รีไฟแนนซ์แต่ละครั้งเพื่อหาดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดก็ต้องมีค่าใช้จ่ายค่าดำเนินการที่บางทีก็ไม่คุ้มที่จะรีไฟแนนซ์เปลี่ยนสถาบันการเงิน

เรามักจะถูกปลูกฝังด้วยความเชื่องมงายตามคำสอนของคนโบร่ำโบราณว่าที่ดินเป็นสิ่งที่ไม่เน่าไม่เสีย มีแต่ราคาจะสูงขึ้น ตามที่ได้ยินคำพูดเหน็บแนมว่า "มีเงินเรียกน้อง มีทองเรียกพี่ มีที่เรียกพ่อ" ไม่ปฏิเสธเรื่องที่ว่าที่ดินไม่เน่าเสีย แต่อาคารและสิ่งปลูกสร้างบังเอิญมี "ค่าเสื่อม" ท่านจะเอาถุงพลาสติกมาห่อบ้านไว้กันแดดกันลมกันฝนก็คงทำไม่ได้ ยิ่งนานวันราคาประเมินสิ่งปลูกสร้างก็ยิ่งจะถูกบั่นทอนให้ลดน้อยถอยลง ทั้งกระแสค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมทีเคยนิยมอยู่อาศัยบ้านเดี่ยว ทาวส์เฮ้าส์ บ้านแฝด โฮมออฟฟิซ ผ่านไปสักระยะก็เปลี่ยนเป็นคอนโดมิเนียม หรือเกิดเหตุการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น น้ำท่วมใหญ่หลายปีก่อน ทำเลที่เคยว่าดีเพราะปกติไม่มีน้ำท่วมขัง แต่เจอน้ำท่วมใหญ่เพียงครั้งเดียวก็กลายเป็นตราบาปไป ผู้บริโภคหันไปสนใจคอนโดมิเนียมแทน

เรื่องต้นทุนของการรีโนเวทบ้าน สำหรับคนทั่วไปมักจะมีต้นทุนที่สูงกว่า นิติบุคคลที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ เพราะไม่มีคอนแทคกับผู้รับเหมา ที่ต่างก็แข่งกันเสนอราคาก่อสร้างให้นิติบุคคลเพื่อให้ได้งาน ที่เป็นงานใหญ่สร้างผลตอบแทนให้กับผู้รับเหมาเป็นกอบเป็นกำ จึงทำให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างผู้รับเหมาฯ แต่ละรายที่พยายามจะเสนอราคาค่าก่อสร้างต่ำกว่าผู้รับหมารายอื่น ใช้ข้อได้เปรียบในการซื้อวัสดุต่างๆ ปริมาณมาก สามารถต่อรองต้นทุนกับผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้างได้ เพราะผู้รับเหมาส่วนใหญ่ก็มีคอนแทคกับผู้จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างอยู่แล้ว หรืออาจจะเป็นบริษัทเดียว กันดีไม่ดีหากต่างฝ่ายต่างหยิบยื่นข้อเสนอที่ลงตัวด้วยกันทั้งสองฝ่ายก็อาจจะได้วัสดุก่อสร้างในราคาต้นทุนด้วยซ้ำไป แต่ใช่ว่าของถูกจะดีเสมอไป แต่ในระดับบริษัทแล้วจะมีฝ่ายที่รับผิดชอบการตรวจสอบดีเทลต่างๆ ตั้งแต่โปรไฟล์ของผู้รับเหมาแต่ละรายกันเลยทีเดียว บางรายประวัติไม่ดีจะว่าไม่ให้โอกาสก็ไม่เชิง เพราะมิได้สร้างบ้านโมเดลไว้ทับกระดาษ ความสูญเสียที่เกิดจากความผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัสดุไม่ได้คุณภาพ หรือความสะเพร่าของตัวผู้รับเหมาฯ เอง ใครจะรับผิดชอบไหว

เรื่องการเงิน หากเป็นการกู้ยืม เพื่อให้เข้าล็อคคำว่า "จับเสือมือเปล่า" การรีโนเวทบ้านเพื่อขายหากไม่ได้เป็นนิติบุคคลก็อาจจะเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนที่พร้อมจะหยิบยื่นข้อเสนอดีๆ เหมือนโครงการขนาดใหญ่ และที่แน่นอนที่สุด "อำนาจต่อรอง" กับสถาบันการเงิน เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาการชำระหนี้ นับเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเลยทีเดียวสำหรับการจัดการการเงินในลักษณะนี้  สถาบันการเงินกลัวที่สุดคือความสามารถในการชำระหนี้ หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย และปรารถนาจะได้อัตราดอกเบี้ยมากๆ จากผู้กู้ ฟังดูง่ายๆ เวลาที่ฟังว่าใครทำได้ก็ดูง่ายเหมือนปอกกล้วย แต่เมื่อลงมือทำจริงๆ ก็จะพบว่าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การพิจารณาจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติเงินกู้แต่ละรายจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันเลย

มาถึงเรื่องความเสี่ยง นิติบุคคลก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงในแต่ละรูปแบบเพราะไม่ได้ทำโครงการเดียว และแต่ละโครงการก็จะไดัรับการวิเคราะห์และประเมินอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยทีมงานจำนวนมากหลากหลายสาขาที่ชำนาญเฉพาะด้านจริงๆ ที่ร่วมกันรับผิดชอบในโครงการหนึ่ง

ทีมวิศวกรของบริษัทอสังหาฯ โดยมากมักจะคัดเฉพาะมืออาชีพประสบการณ์สูง ในการก่อสร้างหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ความรับผิดชอบไม่ใช่เพียงตัวบุคคลใดที่เกี่ยวข้อง เพียงไม่กี่คนที่จะแบกรับไหว ชื่อเสียงของบริษัทฯ ที่จะกระทบกับความเชื่อมั่นของลูกค้า ผู้ถือหุ้น และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังโครงการอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บริษัทจึงไม่ยอมตายน้ำตื้นเสี่ยงกับการว่าจ้างวิศวกรที่ขาดความชำนาญ

ดังนั้น หากฝันอยากจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แล้วคิดว่าการรีโนเวทบ้านเชิงพาณิชย์จะเป็นก้าวเล็กๆ ก้าวแรก อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด มิฉะนั้นแล้ว ทำไมผู้ที่มีเงินถุงเงินถังจำนวนมาก ไม่สนใจที่จะทำธุรกิจในลักษณะดังกล่าว จะมองเพียงโครงการใหญ่ๆ เท่านั้น คงจะมีแต่เพียงผู้รับเหมาฯ ที่จะส่งเสริมแนวคิดนี้ เพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนหรือความเสี่ยงใดๆ เป็นเพียงผู้รับจ้างทำงานเท่านั้น แม้จะต่อรองได้บ้าง แต่ด้วยผู้รับเหมาทราบว่าผู้ว่าจ้างไม่มีความรู้งานก่อสร้างก็อาจจะโดนดีได้เหมือนกัน ก็คงไม่ต่างจากที่ท่านเดินดุ่ยๆ ไปเช็คอินเข้าพักในโรงแรมดังๆ หรูๆ ที่หน้าฟร้อน "ฟันกันคอแทบขาด" ทั้งระดับความรับผิดชอบของผู้รับเหมาก็แตกต่างกัน หากเป็นนิติบุคคลผู้รับเหมาจะค่อนข้างระมัดระวังในการดำเนินการต่างๆ สูงกว่า เพราะหมายถึงการจะได้ "ไปต่อ" ในโครงการอื่นๆ อีกหรือไม่

ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ที่ทำให้การรีโนเวทบ้าน หรือคอนโด เพื่อการพาณิชย์ โดยการลงทุนเป็นการส่วนตัว กับผลตอบแทนที่บางทีก็เหมือนจะลวงตาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อาจจะได้แง่คิดหรือมุมมองที่น่าสนใจกว่า สร้างนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพ เรียนจริง ทำจริง ให้รู้จริง เรื่องอสังหาริมทรัพย์ ด้วยตัวท่านเอง

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหารีโนเวท

ยีเอ๋ง บัณฑิตผู้ต้องพบจุดจบอย่างไร้ค่า

เคยอ่านวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์ที่จัดเป็นวรรณกรรมเพชรน้ำเอกระดับโลกอย่าง "สามก๊ก" จะยังจำ "ยีเอ๋ง" คนนี้ได้หรือไม่ แม้จะไม่มีบทบาทสำคัญอะไรมากมาย และปรากฎเพียงแค่ไม่กี่หน้าจากทั้งหมดหลายร้อยหน้า แต่แม้ว่าเรื่องสามก๊กจะมีอายุยาวนานเท่าใด ลักษณะของคนอย่างยีเอ๋งก็ยังคงปรากฎให้เห็นทุกยุคสมัย และเป็นคติเตือนใจไม่ให้วิญญาณยีเอ๋งเข้าสิงสู่จิตใจได้เป็นอย่างดี ลองดูว่าทำไมยีเอ๋งที่เป็นถึงบัณฑิตที่ต้องจบชีวิตลงง่ายๆ อย่างน่าเสียดายด้วยเหตุใด

ยีเอ๋ง (อังกฤษ: Mi Heng; จีนตัวย่อ: 弥衡; จีนตัวเต็ม: 彌衡; พินอิน: Mí Héng) หนึ่งในที่ปรึกษาของโจโฉที่ปากดีอวดเก่งไม่รู้เวลา จึงถูกประหารชีวิต ยีเอ๋งปรากฏตัวครั้งแรก เมื่อเตียวสิ้วเข้าร่วมกับโจโฉแล้ว โจโฉต้องการทูตไปเจรจาเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวเป็นพวกด้วย จึงปรึกษาขงหยงว่าควรตั้งใครเป็นทูตไปเกงจิ๋วดี ขงหยงเสนอยีเอ๋ง บัณฑิตหนุ่มอายุ 20 ปี โจโฉก็เคยได้ยินชื่อยีเอ๋งมาบ้าง จึงเชิญให้ยีเอ๋งมาพบ

เมื่อยีเอ๋งมาถึงแล้วได้คำนับโจโฉ แต่โจโฉไม่ยอมคำนับตอบ ด้วยเห็นว่ายีเอ๋งไม่มีท่าทีว่าจะเป็นคนฉลาดเฉลียวสมดังคำเล่าลือ ยีเอ๋งจึงรำพันออกมาว่า ณ ที่นี่กว้างนักแต่หาคนดี ๆ สักคนไม่มี โจโฉจึงถามว่า อันข้าพเจ้านั้นมีผู้ดี ๆ เก่ง ๆ มาร่วมงานมากมาย ไฉนจึงว่าไม่มีคนดีมาร่วมงาน ยีเอ๋งจึงถามว่า บุคคลที่ท่านว่าดี ยกตัวอย่างมาสิ โจโฉจึงตอบไปหลายคนทั้งขุนนางบุ๋นและบู๊ ได้แก่ ซุนฮก, ซุนฮิว, กุยแก, เทียหยก, เตียวเลี้ยว, เคาทู, ลิเตียน, งักจิ้น แต่ยีเอ๋งกลับหัวเราะเยาะพร้อมกล่าวถึงบุคคลที่โจโฉว่ามาแต่ละคนล้วนแต่ไม่ ได้เรื่องว่า ซุนฮกเหมาะสำหรับใช้ให้ไปเยี่ยมคนป่วยหรือไปร่วมงานศพเท่านั้น ซุนฮิวนั้นก็เหมาะที่จะเป็นสัปเหร่อมากกว่า กุยแกก็เหมาะสำหรับแต่งโคลงกลอนหรืออ่านหนังสือให้คนไม่รู้หนังสือฟัง ส่วนเทียหยกก็สมควรให้เป็นภารโรง เตียวเลี้ยวก็เหมาะกับหน้าที่ตีเกราะเคาะระฆัง เคาทูก็เหมาะกับการเลี้ยงวัวควาย ลิเตียนก็สมกับงานเดินหนังสือ งักจิ้นดูแล้วก็ไม่น่ามีตำแหน่งเกินกว่าเสมียน

และยังเอ่ยถึงบุคคลที่โจโฉไม่ได้กล่าวถึงเพิ่มอีกในแบบเดียวกัน คือ ลิยอย ก็ใช้ได้เพียงแค่คนเช็ดทำความสะอาดอาวุธ หมันทองก็เอาแต่เสพสุรา อิกิ๋มก็เหมาะสำหรับกรรมกรยกของหนัก ซิหลงก็เหมาะกับอาชีพฆ่าหมูขาย ส่วนแฮหัวตุ้นนั่นเล่าแค่รักษาศีรษะตนให้ติดอยู่กับบ่าก็ยากพอแล้ว

โจโฉฟังแล้วโมโหยีเอ๋งยิ่งนัก แต่ระงับอารมณ์ไว้ ได้ย้อนถามกลับไปว่า ท่านว่าคนของข้าพเจ้าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วตัวท่านเล่ามีดีอะไรบ้าง ยีเอ๋งตอบไปว่า ข้าพเจ้ามีความรู้ท่วมฟ้า สามารถเพ็ดทูลฮ่องเต้ให้ ตั้งอยู่ในธรรมได้ และยังอบรมคนทั้งแผ่นดินได้อีกด้วย ถ้าจะว่าไปแล้ว ข้าพเจ้าชักเบื่อที่จะเจรจากับผู้ไร้สติปัญญาเช่นท่านแล้ว เหมือนพูดกับคนที่ไม่รู้ภาษามนุษย์ เตียวเลี้ยวทนไม่ไหวชักกระบี่จะสังหาร แต่โจโฉห้ามไว้ และให้ตำแหน่งยีเอ๋งเป็นคนตีกลองในวัง ซึ่งยีเอ๋งก็ไม่ขัดข้อง

ต่อมา โจโฉจัดงานเลี้ยงในวัง มีผู้เข้ามาร่วมงานมากมาย ซึ่งมีการแสดงดนตรีด้วย นักดนตรีแต่ละคนล้วนแต่งกายด้วยอาภรณ์สวยงามทั้งสิ้น แต่ยีเอ๋งกลับสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นมาตีกลองเพียงคนเดียว แต่ยีเอ๋งตีกลองได้อย่างไพเราะจับใจมาก ทำเอาแขกในงานซึ้งไปกับเสียงกลองของยีเอ๋ง เพลงนี้มีชื่อว่า "เพลงยูยัง" (Yu Yang) ซึ่งมีลำนำอันไพเราะ ทำให้ได้บรรยากาศริมน้ำ ขณะนั่งตกปลา ที่ต้องนิ่งสงบอยู่กลางเสียงปลาฮุบเบ็ด เสียงใบไผ่และใบวนสีกันเป็นจังหวะ ซึ่งความหมายตามภาษาจีนของยูยัง แปลว่าตกปลา ยาขอบตั้งชื่อเพลงนี้ว่า "เพลงมัสยาหลงเหยื่อ" บางคนถึงกับน้ำตาไหลซาบซึ้ง เมื่อตีจบแล้ว บรรดาแขกไปรุมถามยีเอ๋งว่า เหตุไฉนท่านจึงแต่งกายสกปรกเช่นนี้ โจโฉโมโหจึงตวาดถามไปด้วยเสียงอันดังว่า ทำไมถึงแต่งตัวเช่นนี้ในเขตพระราชฐาน ยีเอ๋งแทนที่จะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า กลับประชดถอดเสื้อผ้าออกหมด โจโฉยิ่งโมโหยิ่งขึ้น แต่ยีเอ๋งตอบไปว่า เพราะตัวข้าพเจ้าสะอาดบริสุทธิ์ ที่แก้ผ้าออกเพื่อที่จะให้ทุกคนเห็นเรือนร่างอันบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า โจโฉจึงถามย้อนกลับไปว่า เช่นนั้นเรือนร่างใครสกปรก ยีเอ๋งจึงตอบไปว่า ก็ตัวท่านไงเล่า เพราะหูท่านชอบฟังแต่เรื่องปอปั้นเยินยอ จึงถือว่าเป็นหูสกปรก ตาท่านก็ชอบจะเห็นแต่สิ่งสวยงามมดเท็จ จึงถือได้ว่าเป็นตาสกปรก จิตใจท่านก็ยิ่งสกปรกใหญ่ คิดจะเป็นโจรปล้นชิงราชสมบัติ สถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ ตัวข้าพเจ้าเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ กลับให้มาเป็นคนตีกลอง เช่นนี้หรือจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

โจโฉจึงคิดจะประหารยีเอ๋งทันที แต่เกรงคนจะครหา จึงส่งยีเอ๋งไปเป็นทูตเจรจากับเล่าเปียว หมายจะให้เล่าเปียวประหารแทน เมื่อไปถึง ยีเอ๋งเปิดฉากเจรจาด้วยการยกตนเองข่ม เล่าเปียวจึงคิดส่งยีเอ๋งไปให้หองจอ เจ้าเมืองกังแหประหารแทน ด้วยการบอกปัดไปว่า ให้ถามเอาจากหองจอ ถ้าหองจอเห็นดีด้วย ข้าพเจ้าก็ยินดี เมื่อไปถึงกังแห หองจอจัดงานเลี้ยงต้อนรับ เมื่อร่ำสุราได้ที่แล้ว ยีเอ๋งก็พูดจาข่มตนและอวดโอ้ตัวเองเสียเกินจริงอีกครั้ง หองจอได้ยินดังนั้นก็คิดว่า สมจริงดังที่โจโฉและหลายคนว่า หองจอแสร้งถามขอความเห็นจากยีเอ๋งว่า อันตัวข้าพเจ้านี้เป็นเจ้าเมือง ท่านเห็นควรหรือไม่ ยีเอ๋งตอบไปว่า ตัวท่านนั้นเหมือนเจว็ดในศาลเจ้า เหมาะให้คนมากราบไหว้รับของเซ่นสรวง ไม่ต้องทำอะไร สติปัญญาก็ไม่มี หองจอเลยสั่งให้นำตัวยีเอ๋งไปประหารทันที เมื่อโจโฉได้ทราบว่ายีเอ๋งโดนประหารไปแล้ว ก็หัวเราะสาแก่ใจ และบอกว่า ไอ้คนปากดีมันโดนประหารเพราะลิ้นมันแล้ว

(อ้างอิง: วิกิพีเดีย)

โดยส่วนตัวแล้วได้อ่านหนังสือสามก๊กมานานมาก ต่อเมื่อได้เห็นความพยายามจะนำเสนอความคิดอ่านในโลกโซเชียลมีเดียที่เปิดกว้างให้แสดงออกและเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะ ด้วยความที่เป็นยุคดิจิตอลที่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือสิ่งที่สงสัยใคร่รู้ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว แต่ก็แอบผสมความหยาบและฉาบฉวยไว้ด้วย ที่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดความพยายาม "ลองดี" "ลองเชิง" "ลองภูมิ" ด้วยความเย่อหยิ่งในความสามารถค้นหาข้อมูล คิดว่าน่าจะดีไม่น้อยถ้านั่นจะเป็นความพยายามพัฒนาตนเองและส่งผ่านข้อมูลให้ได้ซักถามและศึกษากันด้วยความถ่อมตน ทำให้นึกถึงเรื่องยีเอ๋งขึ้นมาในทันใด ตอนแรกก็ยังนึกไม่ออกว่าชื่ออะไรจำได้เพียงแต่ว่ามีสักคนหนึ่งที่ปรากฎในเรื่องสามก๊กที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน จะว่าอย่างไรได้ในโลกยุคที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง เก่งจริง รู้มาก แต่โม้ไม่เก่งก็ไม่ได้เกิด ขณะเดียวกันใช่ว่าดีแต่ปากแต่ไม่รู้จริงจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัย ขนาดยีเอ๋งบัณฑิตหนุ่มน้ำล้นจอกที่ขงหยงอุตส่าห์แนะนำให้ได้มีโอกาสเป็นถึงกุนซือของมหาอุปราชยังต้องจบชีวิตลงอย่างไม่สมกับเป็นบัณฑิต เพียงเพราะความโอหังอวดดี

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.0% หลัง ECB ประกาศใช้ QE

หลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE) ครั้งใหญ่ ด้วยการซื้อพันธบัตรจำนวน 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้ไปจนถึงเดือนกันยายน 2016 เพื่อแก้ปัญหาเงินฝืด ได้เกิดแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มรับเหมาฯ พลังงาน ธนาคาร หนุน SET ปรับสูงขึ้น 1.49% ปิดที่ 1,560.34 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.6 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 1,386 ล้านบาท โดยการปรับสูงขึ้นเหนือ 1,540 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายหนาแน่น ถือว่าเป็นสัญญาณ “กลับตัว” ประเมินเป้าหมายการปรับสูงขึ้นระยะสัปดาห์ที่ 1,600 จุด นำโดยหุ้นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่อย่างกลุ่มธนาคาร รับเหมาฯ อสังหาฯ (เก็งลดดอกเบี้ย)

นอกจากนี้ ธนาคารกลางยุโรป ยังได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.05% ในการประชุมเมื่อวานนี้ และตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืนสำหรับธนาคารพาณิชย์ที่ -0.20% และตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ข้ามคืนที่ 0.30%

แม้ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังได้ส่งสัญญาณให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาเรื่องการปรับลดดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าจนเกินไป และเป็นการช่วยเหลือผู้ส่งออกและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากการที่ ECB ใช้มาตรการ QE

อย่างไรก็ตาม เมื่อวาน (28 ม.ค. 58) ผลการประชุมของ กนง. โดยนายเมธี สุภาพงษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการฯ คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.00 ต่อปี โดย 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการตัดสินนโยบาย กรรมการส่วนใหญ่ประเมินว่านโยบายการเงินปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ ผ่อนปรนเพียงพอต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมานานและตลาดการเงินโลกมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น อย่างไรก็ดี กรรมการ 2 ท่านเห็นว่านโยบายการเงินควรสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพิ่มเติม ในช่วงที่ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกมีมากขึ้น แรงกระตุ้นจากภาคการคลังยังต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลชัดเจน และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำมากไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับสูงขึ้น

อสังหาริมทรัพย์,นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์,อบรม,สัมมนา,รวยด้วยอสังหา,2558,ลงทุน,อสังหา,ลงทุนบ้าน,ลงทุนคอนโด,นายหน้า,ที่ดิน,คอนโด,บ้าน,อสังหา 2558,กฎหมายอสังหา,ข่าวอสังหา

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

การถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินของชาวต่างชาติในประเทศไทย

การได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ของคนต่างด้าว


คนต่างด้าวที่ได้นำเงินมาลงทุนตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งต้องไม่ ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาทอาจขอได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ไม่ เกินหนึ่งไร่ และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี โดยในการขอได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ วิธิการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ตามนัยมาตรา ๙๖ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนี้

๑. กรณีคนต่างด้าวซึ่งได้นำเงินมาลงทุน มีความประสงค์จะขออนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ ตามแบบ ต.๔ พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้
๑.๑ ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวซึ่งออกให้โดยสถานีตำรวจท้องที่ที่คนต่างด้าวมี ภูมิลำเนาอยู่ หรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ ซึ่งออกให้โดย กองตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือเอกสารหนังสือเดินทางแสดงสัญชาติของคนต่างด้าว

๑.๒ หลักฐานเกี่ยวกับการลงทุนในประเภทของธุรกิจหรือกิจการประเภทหนึ่งประเภทใด ที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๕ ดังนี้
๑.๒.๑ หนังสือรับรองการลงทุนจากผู้ขายพันธบัตร และพันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หรือพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินหรือดอกเบี้ย

๑.๒.๒ หนังสือรับรองการลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ว่าได้ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน หรือกองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และหลักฐานการลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าว

๑.๒.๓ หลักฐานการลงทุนในการลงทุนเรือนหุ้นของนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลง ทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของนิติบุคคล และบัตรส่งเสริมที่แสดงว่านิติบุคคลดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

๑.๒.๔ หลักฐานการลงทุนในกิจการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ประกาศให้เป็น กิจการที่สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้ตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของนิติบุคคล และหนังสือคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ระบุว่ากิจการที่นิติบุคคลดังกล่าว ดำเนินการอยู่เป็นกิจการที่สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้
อนึ่ง หลักฐานตาม ๑.๒.๑ ถึง ๑.๒.๔ จะใช้ข้อหนึ่งข้อใดหรือหลายข้อรวมกัน ก็ได้ แต่ต้องมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท

๑.๓ หลักฐานการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร หรือหลักฐานการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ หรือหลักฐานการถอนเงินจากบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ เพื่อการลงทุน
อนึ่ง หลักฐานดังกล่าวจะใช้อย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ แต่ต้องมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท

๑.๔ หนังสือรับรองจากผังเมืองจังหวัดว่าที่ดินที่จะขอให้ได้มาอยู่ภายในบริเวณ ที่กำหนดเป็นประเภทที่อยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง เฉพาะกรณีที่ดินนั้นอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล

๑.๕ หนังสือรับรองจากกระทรวงกลาโหมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าที่ดินอยู่นอกเขตปลอดภัยในราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการ ทหาร

๑.๖ แผนที่สังเขปแสดงที่ตั้งของที่ดินขออนุญาต

๑.๗ ในกรณีที่ผู้ขอเป็นผู้มีสิทธิ์ในที่ดินอยู่แล้วในขณะที่ยื่นคำขอให้ได้มาซึ่งที่ดิน ให้แสดงหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวด้วย


๒. ผู้ได้รับอนุญาตต้องดำรงการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่าห้าปี และแสดงหลักฐานการถือครองการลงทุน ตาม ๑.๒ แล้วแต่กรณีที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งต้องมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ ปีละครั้ง ก่อนหรือภายในวันครบรอบปีของการจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินเป็นระยะเวลาห้า ปีติดต่อกัน

๓. ผู้ได้รับอนุญาตต้องใช้ที่ดินนั้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับตนเองหรือครอบ ครัวโดยไม่ขัดต่อศีลธรรม จารีตประเพณี หรือวิถีชีวิตอันดีของชุมชนในท้องถิ่นนั้น

๔. ผู้ได้รับอนุญาตต้องแจ้งการใช้ที่ดินนั้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ ทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่เริ่มใช้ที่ดินนั้น

๕. เมื่อได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ ผู้ได้รับอนุญาตต้องอำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามสมควรในการกำกับ ดูแลการใช้ที่ดินนั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

๖. ถ้าผู้ได้รับอนุญาตถอนการลงทุนในธุรกิจหรือกิจการที่ลงทุนก่อนครบกำหนดเวลา การดำรงทุนตาม ๒ ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ ทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ถอนการลงทุน

๗. ผู้ได้รับอนุญาตต้องใช้ที่ดินนั้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยภายในกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันจดทะเบียนการได้มา

๘. ถ้าไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขตาม ๒ หรือ ๖ ดังกล่าว อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ผู้ได้รับอนุญาตจัดการจำหน่ายที่ดิน ในส่วนที่ผู้ได้รับอนุญาตมีสิทธิ์ภายในเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวอธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และถ้าไม่ปฏิบัติตาม ๗ อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น

๙. เอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศ ต้องแปลเป็นภาษาไทย ส่วนการรับรองความถูกต้องของคำแปลเป็นภาษาไทย ให้ปฏิบัติตามกฎกระทรวง (พ.ศ.๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙

๑๐. กรณีนำเงินลงทุนมาลงทุนแล้วสี่สิบล้านบาท และซื้อที่ดินไม่ครบ ๑ ไร่ ต่อมาต้องการซื้อที่ดินเพิ่มอีกภายในระยะเวลาที่ดำรงการลงทุน สามารถใช้หลักฐานการลงทุนเดิมมาใช้ประกอบคำขอได้


การขอได้มาซึ่งที่ดินหรือห้องชุดของคนต่างด้าว และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าว


๑. กรณีคนต่างต่างด้าวขอได้มาซึ่งที่ดิน ปัจจุบันคนต่างด้าวสามารถที่จะขอได้มาซึ่งที่ดินในประเทศไทยได้ใน ๓ กรณี คือ
๑.๑ โดยการขอรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ตามมาตรา ๙๓ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยู่เดิมแล้ว (หรือยังไม่เคยมี) ต้องไม่เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ ตามความในมาตรา ๘๗ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น ที่อยู่อาศัยไม่เกิน ๑ ไร่



๑.๒ คนต่างด้าวทึ่ได้นำเงินมาลงทุนตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท อาจขอให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ไม่ได้เกินหนึ่งไร่ และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี โดยในการขอได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าวต้องไปเป็นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ตามนัยมาตรา ๙๖ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

๑.๓ คนต่างด้าวอาจขอได้มาซึ่งที่ดินตามกฎหมายอื่น เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งสามารถติดต่อขอรายละเอียดได้ที่สำนักคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โทร ๐-๒๕๓๗-๘๑๑๑ หรือพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๒๒ โดยสามารถติดต่อขอรายละเอียดได้ที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โทร ๐-๒๒๕๓-๐๕๖๑ หรือ ตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔


๒. กรณีคนต่างด้าวขอถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด

คนต่างด้าวหรือนิติบุคคลซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวจะถือ กรรมสิทธิ์ในห้องชุดในประเทศไทยได้ ต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ๒ ประการ หากขาดหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่อาจจะถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดดังกล่าว ได้ กล่าวคือ



๒.๑ ต้องเป็นคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุดฯ กรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้



(๑) เป็นคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้มีถิ่นทิ่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่า ด้วยคนเข้าเมือง โดยแสดงหลักฐาน หนังสือเดินทางแสดงสัญชาติของคนต่างด้าว และใบสำคัญถิ่นที่อยู่ (แบบ ตม.๑๑, ตม.๑๕ หรือ ตม.๑๗ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่กรณี) ซึ่งออกให้โดยกองตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสำหรับคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวซึ่งออกให้โดยสถานี ตำรวจ ท้องที่ที่คนต่างด้าวมีภูมิลำเนาอยู่ ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานขอได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในห้องชุดในกรณีนี้ได้ โดยไม่ต้องนำหนังสือเดินทางมาแสดงอีก

(๒) เป็นคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน โดยแสดงหลักฐานหนังสือเดินทางแสดงสัญชาติของคนต่างด้าว และหนังสือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่รับรองว่าเป็นคนต่างด้าว ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

(๓) เป็นนิติบุคคลซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙๗ และ มาตรา ๙๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจดทะเบียนเป็นจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาบไทย โดยแสดงหลักฐานการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย เช่น บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนแล้ว ต้องแสดงหลักฐานหนังสือรับรองของนายทะเบียนหุ้นส่วนจำกัด กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น

(๔) เป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคน ต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ และได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน โดยแสดงหลักฐานหนังสือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่รับรองว่าเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมาว่าด้วยการส่งเสริม การลงทุน

(๕) คนต่างด้าวหรือนิติบุคคลที่กฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวซึ่งนำเงินตราต่าง ประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร หรือถอนเงินจากบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นฐานอยู่นอกประเทศ หรือถอนเงินจากบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ ต้องแสดงหลักฐานดังต่อไปนี้


๒.๒ การถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของคนต่างด้าวและนิติบุคคลดังกล่าวในข้อ ๒.๑ เมื่อรวมกันแล้วจะต้องไม่เกินอัตราร้อยละสี่สิบเก้าของเนื้อที่ห้องชุดทั้ง หมดในอาคารชุดนั้นในขณะที่ขอจดทะเบียนอาคารชุดตามมาตรา ๖ โดยมีข้อยกเว้นดังนี้



ก. สำหรับอาคารชุดใดที่จะมีคนต่างด้าวและหรือนิติบุคคลตามที่ระบุไว้ในข้อ ๒.๑ ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดเกินกว่าอัตราร้อยละสี่สิบเก้า อาคารชุดนั้นจะต้องอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเทศบาล หรือเขตเมืองพัทยา มีที่ดินที่ตั้งอาคารชุดรวมกับที่ดินที่มีไว้เพื่อใช้ หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมทั้งหมดไม่เกินห้าไร่ มีห้องชุดไม่น้อยกว่าสี่สิบห้องชุด ได้จดทะเบียนเป็นอาคารชุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีก่อนวันที่จะขอให้คน ต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดเกินร้อยละสี่สิบเก้า และอาคารชุดนั้นต้องไม่ตั้งอยู่ในบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหารตามกฎหมายว่า ด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร

ข. เมื่อครบกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้บังคับ(วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๒) กฎหมายบัญญัติให้ยกเลิกความในข้อ ก. และให้คนต่างด้าวและนิติบุคคลที่ได้ห้องชุดมาตามข้อ ก. หรือคนต่างด้าวและนิติบุคคลที่ระบุไว้ในข้อ ๒.๑ ซึ่งรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดต่อเนื่องจากคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลดังกล่าว ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดนั้นต่อไปได้ แม้ว่าจะเกินอัตราร้อยละสี่สิบเก้าของเนื้อที่ของห้องชุด



๓. กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีหรือเคยมีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวและบุคคลสัญชาติไทยที่เป็นบุตรผู้เยาว์ของคนต่างด้าว ขอได้มาซึ่งที่ดิน



๓.๑ กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสโดยชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าวขอ ซื้อที่ดินหรือขอรับโอนที่ดินในกรณีอื่นที่คล้ายคลึงกันในระหว่างสมรส หรือในระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยากับคนต่างด้าว แล้วแต่กรณี หากสอบสวนแล้ว ผู้ขอและคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันว่า เงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วน ตัวของบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงผู้เดียว มิใช่สินสมรสหรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้ต่อไปได้
สำหรับกรณีที่คู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทย ที่ประสงค์จะซื้อที่ดินหรือห้องชุดนั้นอยู่ต่างประเทศและไม่สามารถไปยืนยัน เป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันกับคู่สมรสต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ให้คู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวไปดำเนินการบันทึกถ้อยคำเป็นลายลักษณ์อักษร ที่สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล หรือโนตารีปัปลิค ให้ได้ใจความว่า เงินทั้งหมดที่คู่สมรสที่เป็นบุคคลสัญชาติไทยนำไปซื้อที่ดิน หรือห้องชุดนั้นเป็นสินส่วนตัว หรือทรัพย์ส่วนตัวของคู่สมรสที่เป็นบุคคลสัญชาติไทยทั้งหมด ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นสินสมรส หรือเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วยแต่อย่างใด และให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับรองว่าบุคคลที่ทำหนังสือนั้นเป็นคู่สมรสของ บุคคลสัญชาติไทยจริง เสร็จแล้ว ถือมามอบให้เจ้าพนักงานที่ดินที่จะทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้ ก็จะดำเนินการได้

อนึ่ง สำหรับกรณีคนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวที่ซื้อ หรือถือครองที่ดินหลังสมรส โดยแจ้งหรือยื่นเอกสารที่เป็นเท็จว่าเป็นโสดหรือไม่ได้สมรสกับคนต่างด้าวต่อ เจ้าหน้าที่ก่อนที่กระทรวงมหาดไทยจะมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๗๙๒ ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๒ หรือซื้อ หรือถือครองกรรมสิทธิ์ในห้องชุดหลังสมรส โดยแจ้งหรือยื่นเอกสารเป็นเท็จว่าเป็นโสด หรือไม่ได้สมรสกับคนต่างด้าวก่อน กรมที่ดินมีหนังสือ มท ๐๗๑๐/ว ๓๔๑๖๗ ลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ ให้คู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมายมายืนยันเป็นลาย ลักษณ์อักษรร่วมกันกับคู่สมรสต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า เงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินหรือห้องชุดทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวหรือ ทรัพย์ส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว มิใช่สินสมรสหรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน เสร็จแล้วเจ้าพนักงานที่ดินเก็บเข้าสารบบไว้ และหากคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวอยู่ต่างประเทศ และไม่สามารถไปยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันกับคู่สมรสต่อพนักงานเจ้า หน้าที่ได้ ก็ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับกรณีคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทย ที่ประสงค์จะซื้อที่ดินหรือห้องชุดอยู่ต่างประเทศ เสร็จแล้วนำมามอบให้เจ้าพนักงานที่ดินเก็บเข้าสารบบไว้

๓.๒ กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคน ต่างด้าวขอรับให้ที่ดินในระหว่างสมรส หรือระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยากัน หากสอบสวนแล้วเป็นการรับให้ในฐานะเป็นสินส่วนตัว หรือทรัพย์ส่วนตัวของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว มิได้ทำให้คนต่างด้าวเป็นเจ้าของในที่ดินร่วมด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้ต่อไป

๓.๓ กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่เคยมีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว แต่ได้หย่าขาดกัน หรือเลิกร้างกันแล้ว หรือบุตรผู้เยาว์ของคนต่างด้าวที่มีสัญชาติไทยขอทำนิติกรรมให้ได้มาซึ่ง ที่ดิน หากสอบสวนแล้วไม่ปรากฏพฤติการณ์หลีกเลี่ยงกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อไป


๔. กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีหรือเคยมีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวและบุคคลสัญชาติไทย ที่เป็นบุตรผู้เยาว์ของคนต่างชาติขอถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด



๔.๑ กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคน ต่างด้าว ขอซื้อหรือขอรับให้กรรมสิทธิ์ในห้องชุด ในฐานะที่เป็นสินส่วนตัว หรือทรัพย์ส่วนตัวของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว (ย่อมถือว่ากรรมสิทธิ์ในห้องชุดเป็นของบุคคลสัญชาติไทย) หรือกรณีที่บุคคลสัญชาติไทย ที่เคยมีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวแต่ได้หย่าขาดจากกันหรือเลิกร้างกันแล้ว หรือกรณีบุตรผู้เยาว์ของคนต่างด้าวที่มีสัญชาติไทยขอได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ใน ห้องชุดให้พิจารณาเช่นเดียวกับกรณี ตาม ๓.๑ ถึง ๓.๒ โดยอนุโลม

๔.๒ กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคน ต่างด้าวนำเงินที่เป็นสินสมรส หรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แล้วแต่กรณี มาขอซื้อห้องชุดไม่ว่าจะใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือใช้ชื่อร่วมกับคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าว ต้องพิจารณาตัวบุคคลต่างด้าวเป็นสำคัญ โดยคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวนั้นต้องเป็นคนต่างด้าวตามนัยมาตรา ๑๙ (๑) หรือ (๒) หรือ (๕) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่เป็นคนไทยจึงมีสิทธิขอซื้อห้องชุดได้ตามสิทธิของคู่สมรสที่เป็นคน ต่างด้าว และต้องถือว่าห้องชุดนั้น คนต่างด้าวเป็นผู้ถือสิทธิ์ทั้งหมด เพราะกรรมสิทธิ์ในห้องชุดไม่อาจแบ่งแยกได้ และการถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดนั้นต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติตามมาตรา ๑๙ ทวิ

๔.๓ กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคน ต่างด้าว ขอรับให้กรรมสิทธิ์ในห้องชุด ในฐานสินสมรส หรือทำให้คนต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วย คนต่างด้าวซึ่งเป็นคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทยนั้น ต้องเป็นคนต่างด้าวตามนัยมาตรา ๑๙ (๑) หรือ (๒) และต้องถือว่ากรรมสิทธิ์ในห้องชุดนั้นเป็นของคนต่างด้าวทั้งหมด และอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติ มาตรา ๑๙ ทวิ ด้วย ส่วนบุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว ตามมาตรา ๑๙ (๕) ไม่อาจรับให้กรรมสิทธิ์ในฐานะสินสมรสได้ เนื่องจากกรณีตามมาตรา ๑๙ (๕) เป็นการขอได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของคนต่างด้าวในลักษณะของการซื้อขาย ซึ่งต้องมีการชำระค่าห้องชุด

กฎหมายอสังหา อสังหาริมทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

คู่มือมนุษย์: พุทธทาสภิกขุ



"คู่มือมนุษย์" หนังสือที่จัดพิมพ์โดยกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2552 ห้ามซื้อ-ขาย

"ตามที่คุณปุ่น จงประเสริฐ ผู้ก่อตั้งองค์การฟื้นฟูพุทธศาสนาได้ย่นใจความและตัดทอนคำไม่จำเป็นในคำบรรยายหลักพระพุทธศาสนา เล่ม 1 แห่งชุดตุลาการิกธรรม ของข้าพเจ้าให้เหลือรัดกุม และเปลี่ยนแปลงถ้อยคำจากคำวัดๆ มาเป็นคำบ้านๆ เพื่อสะดวกแก่ผู้ที่ไม่คุ้นกับภาษาวัด โดยเฉพาะ คือภาษาบาลี ดังที่ปรากฎเป็นหนังสือเล่มนี้ เพื่อเผยแพร่ไปในหมู่นที่หาเวลาว่างได้ยากแล้วจัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่ในนามขององค์การฟื้นฟูพุทธศาสนา โดยวิธีชักชวนผู้มีศรัทธาบางท่านหรือบางพวก บางคณะให้ช่วยกันออกทุนจำนวนหนึ่งๆ จัดพิมพ์ขึ้นแจกจ่ายไม่มีการจำหน่ายที่เป็นการมุ่งค้าหากำไร เพื่อให้เป็นการช่วยกัยเผยแพร่ธรรม ตามที่ข้าพเจ้าแสดงอย่งากว้างขวางออกไปอีกทางหนึ่งนั้น ข้าพเจ้าได้พิจารณาถึงเจตนาดีและการกระทำอันนี้แล้ว ขออนุโมทนาในการกระทำของบรรดาท่านทั้งหลายนี้ด้วยเป็นอย่างสูง

ข้าพเจ้าขอแสดงความหวังอย่างยิ่งไว้ในที่นี้ด้วยว่าหนังสือเล่มนี้ จักเป็นบันไดขั้นต้น หรือเป็นหนังสือเล่มแรกที่ถ้าศึกษาให้ละเอียดตลอดแล้ว จะสะดวกแก่การศึกษาธรรมะในขั้นสูงเรื่องอื่นๆ ที่ข้าพเจ้าเคยแสดงไว้ในที่ต่างๆ สืบไปโดยแน่นอน"

คำอนุโมทนา (เกี่ยวกับคู่มือมนุษย์) ของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)

บทเรียนล้ำค่าจาก JACK MA ผู้ก่อตั้ง ALIBABA



บทเรียนล้ำค่าจาก JACK MA ผู้ก่อตั้ง ALIBABA ชายผู้ที่ได้ชื่อว่ารวยที่สุดในประเทศจีน

Jack Ma ประธานบริษัท Aliababa เป็นผู้ประกอบการชาวจีนคนแรกที่ได้ปรากฏอยู่บนหน้าปกหนังสือ Forbes Magazine และได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่รวยที่สุดในโลก


วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

PASSIVE INCOME

สภาพสังคมปัจจุบันที่ผู้คนวันทำงานถูกบีบรัดด้วยรูปแบบการดำรงชีวิตที่ชวนให้อึดอัด ถูกผูกมัดด้วยข้อจำกัดนานานับประการ ตื่นเช้าไปทำงาน เย็นกลับบ้าน นับวันรอให้ถึงวันอาทิตย์เพื่อจะได้หลบหลีกเสียงนาฬิกาที่ปลุกทุกเช้าวันจันทร์ถึงเสาร์ และเริ่มหดหู่ในตอนค่ำๆ เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเป็นวันจันทร์ สัญญาณเตือนว่าชีวิตจะต้องกลับเข้าสู่วงจรซ้ำซากจำเจอีกครั้ง หากจะพอมีเวลาบ้างก็นั่งกางปฏิทินนับวันหยุดหาวันลา หากต้องทำงานในเมืองหลวงก็ต้องนับช่วงเวลาที่จะต้องฝ่าดงยานพาหนะที่แออัดยัดเยียดอยู่บนท้องถนน กว่าจะไปถึงที่ทำงานทั้งเช้าและเย็นอีก

ในการทำงานก็จะต้องพบเจอกับมรสุมที่ไม่รู้วันใดจะพัดผ่านเข้ามาเป็นระยะๆ ถูกกดดันจากเจ้านาย จากเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ ก็ต้องทนทำเพราะมิฉะนั้น โซ่ตรวจทางการเงินที่ล่ามไว้ก็จะบีบรัดจนหายใจไม่ออก

หลายคนจึงใฝ่ฝันถึงวันที่จะได้หลุดพ้นจากวงจรชีวิตซ้ำซากเช่นนี้ ร่ำร้องหาอิสรภาพการทำงาน การเงิน เพื่อปลดโซ่ตรวนที่พันธนาการไว้ด้วยเวลาและภาระจนไม่เหลือเวลาที่จะได้ใช้ชีวิตอิสระอย่างเต็มที่ ได้ทำทุกอย่างที่ใจปรารถนา โดยเฉพาะในสภาพสังคมปัจจุบันที่เงินเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญที่นอกจากจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นยังทำให้ได้รับอิสรภาพในด้านต่างๆ ได้ด้วย ชนชั้นกลาง หรือมนุษย์เงินเดือนจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะค้นพบหนทางและวิธีที่จะได้รับ "อิสรภาพทางการเงิน"

เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการต่างๆ ข้างต้นจึงพุ่งเป้ามาที่การหาวิธีที่จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของ PASSIVE INCOME ที่หลายคนถวิลหา ด้วยพยายามจะเปลี่ยนจากรูปแบบการสร้างรายได้จาก Active Income เราทำงานเพื่อเงิน เป็นการได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของ Passive Income เงินทำงานเพื่อเราแทน บ้างก็ประสบความสำเร็จ บ้างก็ล้มเหลว หรือให้ผลตอบแทนไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดอิสรภาพทางการเงินได้ ขึ้นกับว่าเลือกลงทุนในรูปแบบใด ธุรกิจที่ได้ลงทุนไปนั้นมีการบริหารจัดการเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือบางคนอาจจะมีการใช้ Active Income ก่อนจะถึงวันที่ได้รับ Passive Income หรืออาจจะมีการใช้ Active Income แทรกเป็นระยะ

การนำเงินออมมาเป็นเงินลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนในรูปแบบของ Passive Income หรือให้เงินทำงาน มีมากมายหลากหลายรูปแบบและวิธีการ โดยทุกคนก็จะพิจารณาเรื่องอัตราผลตอบแทนก่อนเป็นอันดับแรก และอาจจะมองข้ามเรื่องความเสี่ยงไปเลย โดยเฉพาะการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงมากๆ

ความเสี่ยงในที่นี้นอกจากเรื่องไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง ซึ่งอาจจะอยู่ในลักษณะของดอกเบี้ย หรือเงินปันผล ยังรวมถึงความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมด หรือแม้แต่การลดต่ำลงของมูลค่าหน่วยลงทุนที่ถือครองไว้ด้วย

ซึ่งโดยทั่วไปหากบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมก็จะสามารถบริหารเงินลงทุนได้โดยที่เงินลงทุนก้อนแรกยังอยู่รอดปลอดภัย และเพิ่มพูนขึ้นในระดับที่ต้องการได้ เช่น หากอายุยังน้อยยังมีโอกาสสร้างรายได้หรือหาเงินลงทุนก้อนใหม่ได้ ก็อาจจะสามารถรับกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงมาก แต่หากอายุเริ่มมากยิ่งเข้าใกล้วัยเกษียณก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง โดยอาจจะเลือกลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ หรืออาจจะแบ่งพอร์ทการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงและต่ำผสมกันอย่างมีแบบแผน เพราะการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงก็ไม่ได้น่ารังเกียจเสมอไป High Risk High Return ยิ่งมีความเสี่ยงมากก็ยิ่งให้ผลตอบแทนมาก ในขณะที่การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำก็จะได้รับผลตอบแทนน้อยด้วยเช่นกัน

ยกตัวอย่างการนำเงินไปลงทุนในทองคำเป็นที่นิยมสำหรับทุกเพศวัยเพราะเป็นทรัพย์สินความเสี่ยงต่ำ ลงทุนง่าย นอกจากจะใช้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อและค่าเงินของคนทั่วโลกแล้วยังใช้ เพื่อการเก็งกำไรทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้อีกด้วย ในประเทศไทยการลงทุนในทองคำมีหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะซื้อทองคำแท่งจากตู้แดงในร้านทอง การซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศที่เน้นลงทุนในทองคำ หรือการไปเก็งกำไรราคาทองคำในตลาดอนุพันธ์ ไล่เรียงไปก็จะพบกับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน โดยจะเห็นได้ชัดจากการลงทุนทองคำในตลาดอนุพันธ์ที่ใช้เงินลงทุนต่ำกว่าการซื้อทองคำแท่งจากร้านทอง ให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็ต้องแลกมาซึ่งความเสี่ยงเพราะเป็นการซื้อขายกันในอากาศ ส่งมอบกันในอากาศ หากราคาทองคำที่สุดแสนจะผันผวนตกต่ำจนเกินจะรับไหวก็อาจจำใจยอมคัทลอส ตัดขายขาดทุนเพื่อรักษาเงินลงทุนที่เหลือไม่ให้หมดจนถูกบังคับปิดบัญชี ทำให้เงินลงทุนลดน้อยลง แตกต่างจากการซื้อทองคำแท่งจากร้านทอง ไม่ว่าราคาทองคำในตลาดโลกหรือราคาที่สมาคมค้าทองคำในประเทศประกาศจะเพิ่มจะลดก็เป็นเพียงมูลค่าต่อหน่วย แต่จำนวนหน่วยที่ซื้อไว้มิได้ลดลง หากราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อมาก็แค่ใส่ไหฝังดินไว้จนกว่าจะได้ราคาที่พอใจแล้วค่อยขาย อาจจะตกทอดถึงรุ่นหลานเหลนโหลน จำนวนทองคำที่ซื้อไว้ 1 กิโลก็มีน้ำหนักเท่าเดิมไม่ลดลงแม้ราคาตลาดอาจจะสูงขึ้นหรือลดลงไปจากราคาที่ซื้อมา

อย่างไรก็ตามจากตัวอย่างการซื้อทองคำแท่งจากร้านขายทองคำก็มีความเสี่ยงตั้งแต่ระดับเบาๆ ภาวะราคาทองคำในตลาดโลกตกต่ำ อัตราแลกเปลี่ยน ไปจนถึงความเสี่ยงแบบที่ซวยสุดๆ ถูกปล้น!!

เมื่อพิจารณาเรื่องความเสี่ยงแล้วอาจจะคิดว่าการออมด้วยการฝากประจำกินดอกเบี้ยน่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ทว่าผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากไม่สามารถเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้เลยไม่ว่าสมัยใด และใช่ว่าการฝากประจำจะไม่มีความเสี่ยง ความเสี่ยงที่ว่าก็คือ อัตราดอกเบี้ยลดลง ทำให้ได้รับผลตอบแทนที่น้อยกว่าเป้าหมายที่วางแผนไว้ และบางทีการนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศ อัตราผลตอบแทนที่ได้รับอาจจะมากกว่า แต่ก็ต้องแลกด้วยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกนิด

สำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อที่จะทำให้ได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของ Passive Income ในส่วนของ Facility  Management หรือการบริหารจัดการอาคารสถานที่แบบใหม่ที่เข้ามาทดแทนการบริหารจัดการสถานที่แบบเดิม มิได้มีจุดมุ่งหมายเพียงแค่ดูแลอาคารให้เหมาะสมการใช้งานเพียงอย่างเดียว หากแต่ครอบคลุมถึงประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน การลงทุน การจัดการความเสี่ยง และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แต่ละโครงการก็จะจัดไปตามคอนเซ็ปของตัวโครงการให้สอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนนี้จะลงรายละเอียดในการจัดสัมมนาเพื่อพัฒนานักอสังหาริมทรัพย์ของ Aim High โครงการแบบใดจัดแบบไหนจึงจะเหมาะสม และมีเทคนิคในการจัดการอย่างไร มีเครื่องมือใดที่จะช่วยในการบริหารจัดการ เพื่อให้ได้ Passive Income ที่ยั่งยืน

ตัวอย่าง Facility Management กรณีศึกษาของนักศึกษา จากเงินลงทุน ฿27,000,000 PB 1.89 ปี COF/CIF ได้ผลตอบแทนโครงการ >32%



Facility Management ไม่มีตัวแบบตายตัว รูปแบบเดียวใช้ไปจนวันตายคงเป็นไปไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องดำเนินการไปตามนโยบายของแต่ละโครงการ ซึ่งกว่าจะพัฒนามาเป็นโครงการได้ก็ผ่านสายตาที่เฉียบคม การคำนวณ วิเคราะห์ Cash Flow พิจารณาถึงความเป็นไปได้ของโครงการ

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา ข่าวอสังหา

รวยเป็นหมู่คณะด้วย Connection&Network

แรงดึงดูดให้หลายคนสนใจอยากเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็คงหนีไม่พ้นผลตอบแทนจำนวนมหาศาล ในระยะเวลาอันสั้น อาจจะถึงสองหรือสามร้อยเปอร์เซ็นต์จากเงินลงทุนเลยทีเดียว แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน

นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คือ ผู้ที่บริหารทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด เพิ่มมูลค่าด้วยกลยุทธ์และวิธีการต่างๆ จนกลายเป็นทรัพย์สินมูลค่าสูงลิบลิ่วจากมูลค่าเดิมก่อนการบริหารจัดการและพัฒนาหลายร้อยหลายพันเท่า จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลมีเงินถุงเงินถังจึงจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้เท่านั้น

เพียงแค่ฉลาดที่จะลงทุน โจทย์ก็คือ..วิธีลงทุน และบริหารจัดการการลงทุนอย่างไร เทคนิคของใครก็ของใคร สอนกันอย่างไรก็คงจะไม่เท่าสร้างประสบการณ์ด้วยตนเอง ลงมือและลงทุนด้วยตนเอง

การลงทุนในธุรกิจใดๆ ล้วนมีความจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ หากไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนั้นๆ ดีพอ เงินลงทุนจะมากหรือน้อยก็หายวับไปในพริบตา หลายคนต้องล้มลุกคลุกคลานกว่าจะประสบความสำเร็จได้ เพราะขาด Connection & Network จะหานักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เก่งกาจ เชี่ยวชาญ ยอมเปิดทางให้ร่วมลงทุนด้วยเงินลงทุนจำนวนน้อยเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร อย่างมากก็อนุญาตให้เป็นเม่าน้อยในตลาดหลักทรัพย์ เพราะผลประโยชน์มหาศาลไม่มีเหตุผลใด ที่จะต้องแบ่งปันผลประโยชน์จำนวนมหาศาลให้กับใครที่ไม่รู้จัก

ปัจจุบันทุกอุตสาหกรรม ได้นำกลยุทธ์ไปใส่ไว้ใน ทุกส่วนของธุรกิจ เรียกว่าแตะอะไรก็เป็นกลยุทธ์ไปหมด แต่..นั่นก็หมายความว่าการดำเนินธุรกิจเต็มไปด้วยการวางแผนอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนและเป้าหมายชัดเจน และง่ายแก่การตรวจสอบ ตั้งแต่แผนงานไปจนถึงขั้นตอนการปฏิบัติและตรวจสอบประเมินผล

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจที่ต้นทุนค่อนข้างแพง แต่ก็ไม่ต่างไปจากการขายสินค้าทั่วไป ต้นทุนแพงแค่ไหนใครก็สามารถหาซื้อเพื่อขายต่อได้ แต่ปัญหาสำคัญคือ..แล้วจะขายให้ใคร จะหาตลาดจากที่ไหน กลุ่มลูกค้าอยู่ตรงไหน ใครจะมีเงินจำนวนมหาศาลเพื่อจะมาซื้อสินค้าราคานับล้านหรือสิบล้าน ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้กลยุทธ์ทุกเม็ด และหนึ่งในกลยุทธ์ของการทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ที่จำเป็นอย่างยิ่ง "Connection & Network" เพื่อที่จะช่วยให้หลายๆ ขั้นตอนในการการดำเนินธุรกิจผ่านไปได้อย่างง่ายดาย จากหลายคน หลายประสบการณ์ ในธุรกิจประเภทเดียวกันหรือเกื้อหนุนกัน จะช่วยให้การทำธุรกิจอสังหาฯ ดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่ต้องเผชิญกับวิบากกรรม ไม่ว่าจะการเงิน การตลาด การบริหารจัดการ และยิ่งถ้าได้ Connection & Network ร่วมการวางแผนธุรกิจ วางกลยุทธ์การเงิน การตลาด การขาย การบริหารจัดการ และกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกัน กลายเป็น Partner จาก Connection & Network จะช่วยลดความเสี่ยงที่หากทำด้วยตัวเพียงคนเดียวแล้วก็คงต้องรับความเสี่ยงไปเต็มๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล้มแล้วอาจจะลุกมาคลานไม่ไหว ตามสไตล์กิจการเจ้าของคนเดียว เข้าทำนองคนเดียวหัวหาย หลายคนพากันรวยเป็นหมู่คณะ

การมี Connection หรือ Network ที่ดีจึงเป็นได้ทั้งจุดแข็ง และโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง.. "องค์ความรู้จากประสบการณ์" ที่จะหาเรียนหรือซื้อขายกันไม่ได้ มีแต่ "การขอเช่า" จ่ายเงินเพื่อจ้างผู้ชำนาญ ขอเช่าประสบการณ์และองค์ความรู้ เพื่อมาพัฒนาปรับปรุงธุรกิจของตนเองในรูปแบบที่ปรึกษา แต่คำว่า consult หรือที่ปรึกษาก็ใช่ว่าจะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จเสมอไป เจอที่ไม่ดีแค่เสียเงินเปล่ายังนับว่ามีบุญเก่าหนุนนำ เพราะเลวร้ายสุดอาจต้องประสบกับภาวะขาดทุน เพราะ consult มีความรู้ไม่เพียงพอ และตัว consult เองก็มี Connection & Network ของตัวเองที่อ่อนแอ ไม่ต่างจากผู้พิการซ้ำซ้อน

ในส่วนของการกระจายความเสี่ยง การมี Partner เมื่อกระจายไปแล้วความเสี่ยงจะต่ำมากจนแทบจะเทียบไม่ได้กับ ส่วนแบ่งของความสำเร็จ และความมั่งคั่ง และกรณีบางครั้งที่ธุรกิจอยู่ในภาวะวิกฤติจากปัจจัยแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในทุกรูปแบบ Partner จะช่วยพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้จากการระดมความคิด จากที่ยืนอยู่ปากเหวจะประสบภาวะขาดทุนรอมร่อก็พลิกกลับเปลี่ยนการทำกำไรในภาวะวิกฤติได้อย่างงดงาม โดยไม่ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญที่ไม่แน่ชัดว่าเชี่ยวชาญจริงหรือมีความจริงใจแค่ไหนในการให้คำปรึกษา มาเป็น Consult

บางที Partner อาจจะเป็น Affiliate ให้กับธุรกิจได้ด้วย จะส่งผลให้ธุรกิจมีความได้เปรียบคู่แข่งในหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุน การขาย หรือการตลาด เพราะได้ Partner มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ และหากธุรกิจเติบโตไปเรื่อยๆ กลายเป็นดาวเด่นในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ อนาคตดีจาก Affiliate ก็อาจจะกลายเป็น SBU หนึ่งในธุรกิจของท่าน

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

จัดสรรต่ออายุการยกเว้นผ่อนผันสำหรับโครงการขนาดเล็กถึงปี 2559

ตามที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางได้เคยออกประกาศเพื่อยกเว้นผ่อนผันให้กับโครงการขนาดเล็ก (โครงการจัดสรรที่ดินในเขตเมืองที่มีจำนวนแปลงย่อยไม่เกิน 20 แปลงและโครงการจัดสรรที่ดินในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีจำนวนแปลงย่อยไม่เกิน 30 แปลง) สองฉบับ ฉบับหนึ่งเพื่อให้ไม่ต้องจัดทำสาธารณูปโภคประเภทสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น หรือสนามกีฬา ผ่อนผันขนาดของถนนที่ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ที่ดินแปลงย่อย และระบบประปาอื่นในกรณีที่การประปานครหลวง การประปาภูมิภาค หรือการประปาส่วนท้องถิ่นไม่สามารถให้บริการได้ และอีกฉบับหนึ่งเพื่อยกเว้นการจัดพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลของหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางทั้งสองลักษณะนี้ออกมาครั้งแรกในปี 2552 มีระยะเวลายกเว้นผ่อนผัน 2 ปี และได้ออกประกาศฯใหม่ซึ่งเป็นการต่ออายุการใช้คราวละ 2 ปีมาโดยตลอด

ขณะนี้ได้มีการออกประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางใหม่ 2 ฉบับแล้ว เพื่อปรับปรุงแก้ไขและขยายระยะเวลาการยกเว้นผ่อนผันได้แก่

1. ประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่อง กำหนดนโยบายการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2556)
2. ประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่อง กำหนดนโยบายการจัดพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่ออุตสาหกรรม ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2556)

ประกาศทั้งสองฉบับนี้เป็นการแก้ไขปรับปรุงประกาศฉบับเดิม โดยมีเนื้อหาของการยกเว้นผ่อนผันเช่นเดียวกับประกาศฉบับที่แล้วซึ่งออกเมื่อปี 2554 แต่ในครั้งนี้ขยายระยะเวลาการยกเว้นผ่อนผันออกไปเป็นเวลา 3 ปี คือใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 มีเนื้อหาที่แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อยคือ ระบบประปา กรณีที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ไม่มีบริการจากการประปาใดๆ เดิมให้ผู้จัดสรรที่ดินใช้ระบบประปาอื่นได้โดยผ่านการรับรองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนในประกาศฉบับใหม่กำหนดให้ใช้ระบบอื่นได้โดยให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน

อนึ่ง ขนาดจำนวนแปลงที่จะมีการยกเว้นผ่อนผัน ซึ่งยังคงเดิม ได้แก่
ก. ในเขตกรุงเทพมหานคร เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล หรือเมืองพัทยา ที่มีจำนวนแปลงย่อยไม่เกิน 32 แปลง และเนื้อที่เพื่อการจำหน่ายไม่เกิน 2 ไร่ เว้นแต่เป็นการจัดสรรที่ดินเพื่อการจำหน่ายพร้อมอาคารประเภทอาคารพาณิชย์ให้มีจำนวนแปลงย่อยไม่เกิน 20แปลง และเนื้อที่เพื่อการจำหน่ายไม่เกิน 2 ไร่
ข. ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ที่มีจำนวนแปลงย่อยไม่เกิน 40 แปลง และเนื้อที่เพื่อการจำหน่ายไม่เกิน 4 ไร่

Download ประกาศฯ ฉบับที่ 8

Download ประกาศฯ ฉบับที่ 4

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา ข่าวอสังหา

รฟม.ปรับแนว-ยุบรวมสถานีสายสีส้ม

บอร์ดรฟม.สรุปปรับแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มและยุบรวมสถานีรางน้ำและราชปรารภลดผลกระทบเวนคืน ช่วยประยัดค่าก่อสร้างและเวนคืนรวมกว่า 3.6 พันล. เร่งเสนอคมนาคมใน1-2 สัปดาห์นี้ ขอเดินหน้าเฟสแรก วงเงินกว่า 1.1 แสนล.ก่อน หวั่นยึกยักกระทบภาพรวมล่าช้า พร้อมอนุมัติค่าจ้างเดือนละ 3.4 แสนบาท"พีระยุทธ"นั่งผู้ว่าฯคนใหม่

พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้ รฟม.ปรับแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี) ระยะทาง 35.4 กม. ใหม่เพื่อลดปัญหาผู้ได้รับกระทบจากการเวนคืนบริเวณ ชุมชนประชาสงเคราะห์ และบริเวณสถานีราชปรารถและสถานีรางน้ำโดยจะสรุปรายละเอียดเสนอเพิ่มเติมไปยังกระทรวงคมนาคมได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ รฟม.ได้เสนอแผนการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม รวมถึงสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ระยะทาง 34.5 กม.วงเงิน 56,691 ล้านบาท และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ระยะทาง 29.1 กม. วงเงิน 54,644 ล้านบาทและสายสีส้ม ไปยังกระทรวงคมนาคมแล้วเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ แนวเส้นทางสายสีส้มที่ปรับเปลี่ยนจะเป็นส่วนของเฟสที่ 1 (ตะวันออก) ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี ระยะทาง 21.2 วงเงินประมาณ 110,325.76 ล้านบาท จากเดิมที่ช่วงดินแดงจะเลี้ยวไปตามถนนวิภาวดีผ่านชุมชนประชาสงเคราะห์เพื่อเชื่อมกับรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคลที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ แล้วจึงเบี่ยงเข้าแนวถนนพระราม 9 ที่หน้า รฟม. และเลี้ยวซ้ายเข้าถนนรามคำแหงนั้น จะปรับเป็นใช้แนวถนนดินแดงจนถึงถนนพระราม 9 โดยใช้สถานีพระราม 9 เป็นตัวเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล ที่สถานีพระราม 9 ทำให้สายสีส้ม เฟส1 จะเริ่มต้นจาก พระราม 9-มีนบุรี ซี่งการปรับแนวเส้นทางดังกล่าวทำให้ระยะทางสั้นลงและเส้นทางเป็นแนวตรงค่าก่อสร้างและค่าเวนคืนลดลงรวมประมาณ 500 ล้านบาท ส่วนเฟส 2 (ตะวันตก) จะเป็นช่วงตลิ่งชัน-พระราม 9 จากเดิมคือช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม

นอกจากนี้บอร์ดยังมีมติเห็นชอบให้ยุบรวมสถานีรางน้ำและสถานีราชปรารภ ของรถไฟฟ้าสายสีส้ม เฟส2 (ตะวันตก) ซึ่งมีปัญหาเนื่องจากต้องเวนคืนตึกแถวจำนวน 50 ห้อง ซึ่งผู้ถูกเวนคืนเรียกร้องค่าชดเชยสูงถึง 50 ล้านบาทต่อห้อง ในขณะที่ราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาทต่อห้อง ดังนั้นบอร์ดจึงต้องตัดสินใจหาข้อยุติเพื่อไม่ให้ยืดเยื้อต่อไป ซึ่งการยุบรวมเหลือสถานีเดียวนั้นจะเหลือสถานีราชปรารภไว้ โดยขยับแนวที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีมักกะสัน (รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์) มากขึ้น ซึ่งยอมรับว่า ผู้โดยสารจะต้องเดินไกลขึ้นบ้างแต่จะเชื่อมกับแอร์พอร์ตลิ้งก์สะดวก ซึ่งส่วนนี้ทำให้ค่าก่อสร้างและค่าเวนคืนลดลงรวมอีกประมาณ 3,170 ล้านบาท รวมการปรับเส้นทางและยุบรวมสถานีแล้วทำให้ค่าก่อสร้างสายสีส้มลดลงรวม 3,670 ล้านบาท

ตกลงค่าจ้างผู้ว่าฯรฟม.คนใหม่เดือนละ 3.4 แสนบาท

พล.อ.ยอดยุทธ กล่าวว่า บอร์ดยังได้รับทราบผลการเจรจาค่าตอบแทนผู้ว่าฯรฟม. คนใหม่ที่อัตรา 3.4 แสนบาทต่อเดือน โดยนายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล รองผู้ว่าฯรฟม. ได้รับการสรรหาเป็นผู้ว่าฯรฟม.คนใหม่ โดยในต้นสัปดาห์นี้ รฟม.จะเสนอผลการสรรหาผู้ว่าฯ รฟม.ไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อเสนอครม.เห็นชอบต่อไป เชื่อว่าผู้ว่าฯรฟม.คนใหม่จะสามารถเริ่มทำงานได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

ส่วนการพิจารณารูปแบบจัดหาผู้รับงานเดินรถสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 27 กม.นั้น พล.อ.ยอดยุทธกล่าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเข้าร่วมงานหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2536 ยังไม่มีความคืบหน้าในการพิจารณา ซึ่งคงต้องรอให้ผู้ว่า ฯ รฟม.คนใหม่เข้ามาช่วยเร่งดำเนินการรวมถึงการเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการมาตรา 13 หรือไม่ เพราะเป็นอำนาจของผู้ว่าฯรฟม. ซึ่งบอร์ดต้องการให้ตัดสินใจเรื่องนี้โดยเร็ว เนื่องจากงานจัดหารถต้องใช้เวลาถึง 36 เดือนหลังลงนามในสัญญา ซึ่งอาจทำให้การเปิดให้บริการล่าช้าออกไป แต่ขณะนี้ รฟม.ยังมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันให้สามารถเปิดบริการได้ภายในปี 2561 ตามแผนที่วางไว้

ที่มา: http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000006563

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา ข่าวอสังหา

'คอนโด'แนวรถไฟฟ้ายังบูม

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยปี 2558 ผู้ประกอบการจะยังให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแนวโครงข่ายรถไฟฟ้าเดิมที่เปิดให้บริการและส่วนต่อขยายที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าธุรกิจบ้านจัดสรรจะขยายตัวต่อเนื่องโดย คาดว่าจะเปิดหน่วยขายประมาณ 4.5-4.8 หมื่นยูนิต ใกล้เคียงกับปี 2557

ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียม จะเติบโตค่อนข้างมาก เป็นผลมาจากการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าที่ออกสู่ชานเมืองมากขึ้น อาทิ โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 4 เส้นทาง ทั้งรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) สายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) สายสีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) และสายสีแดง (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) รวมถึง อีก 4 เส้นทางใหม่ที่จะประมูลในปีหน้า ประเมินปีหน้าจะมีซัพพลายเปิดขายสูงเกือบ 7-8 หมื่นยูนิต จากทั้งปี 2557 มีซัพพลายเปิดใหม่ประมาณ 6.5-6.8 หมื่นยูนิต

โดยทำเลเด่นที่จะเปิดตัวโครงการคอนโดใหม่ปี 2558 จะขยายไปยังชานเมืองตามแนวรถไฟฟ้าชานเมือง คือ ย่านเพชรเกษม-บางหว้า สมุทรปราการ นนทบุรี บางบัวทอง โดยทำเลที่ได้รับความนิยมและจะเติบโตสูงจะเป็นโซนบางบัวทอง เนื่องจากมีโครงการห้างสรรพสินค้า "เกตเวย์" ของกลุ่มเซ็นทรัลที่เตรียมเปิดให้บริการในปี 2558

นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด หรือซีบีอาร์อี จากราคาที่ดินใจกลางเมืองปัจจุบันมราคาสูงกว่า 1 ล้านบาทต่อตร.ว. ประกอบกับ ที่ดินใจกลางเมืองหาได้ยากขึ้น คาดว่า คอนโดที่จะเปิดตัวในปีหน้า ในทำเลใจกลางเมือง เช่น วิทยุ หลังสวน สุขุมวิทตอนต้นถึงทองหล่อ จะมีราคาเริ่มต้นเฉลี่ยอยู่ในช่วงระหว่าง 2.5-3 แสนบาทต่อตร.ม. หรือปรับขึ้น 5-10% จากปีที่นี้ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 2 แสนบาท และอาจจะเห็นคอนโดสร้างสถิติราคาใหม่ขึ้นไปแตะที่ 4 แสนบาทต่อตร.ม.

"เชื่อว่าราคาจะขึ้นต่อไปในปี 2558 แต่จะขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าปีนี้ ที่ปรับขึ้น 10-15% เนื่องจากราคาคอนโดปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วง 2-3ปีที่ผ่านมา”

ส่วนทำเลที่ยังขยายตัวได้ คือ ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ สุขุมวิท ทองหล่อ รัชดาภิเษก รวมทั้งทำเลรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีน้ำเงินที่กำลังจะแล้วเสร็จ รวมถึงบริเวณจุดตัดของรถไฟฟ้า นอกจากนี้ มองว่าทำเลย่านพระราม 3 สาธุประดิษฐ์ มีโอกาสที่จะขยายตัวได้ดี เนื่องจากใกล้เมืองและราคาที่ดินยังไม่สูงมากนัก

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา ข่าวอสังหา

กฎหมายควรรู้สำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือใหม่

การจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะระดับใด คงจะหลีกเลี่ยงการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หากเกิดความผิดพลาดในส่วนของกฎหมายบางอย่างอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างยากที่จะแก้ไข ดีที่สุดคือเรียนรู้และทำให้ถูกต้องจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินภายหลัง