วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ส่อง Environment Factor อยู่ให้ถูกที่ถูกเวลา

เมื่อทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม หลีกหนีไม่พ้นอุปสรรคทุกรูปแบบ ทั้งจากปัจจัยแวดล้อมที่กระทบกับธุรกิจทั้งจากภายใน และภายนอก แต่บางทีหากมองให้ดีมองให้เป็นอุปสรรคกลับกลายเป็นโอกาส

Macro Environment Factor



  1. Social

  2. Culture

  3. Economics

  4. Political/Legal

  5. Tecnology

ในที่นี้จะขอกล่าวเพียงบางส่วน
ตัวอย่างเกี่ยวกับการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั่วไปที่เห็นได้ชัดเจนในระยะนี้ที่เห็นง่ายๆ และชัดเจน เป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ หรือกฎหมาย การเมือง ในสภาวะแวดล้อมโดยทั่วไปภายในประเทศในปัจจุบัน หรือปัจจัยภายนอกที่เป็นได้ทั้งโอกาสและอุปสรรค แแม้จะเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่เลือกที่จะ "ยืนให้ถูกที่ ถูกเวลาได้" เช่นอย่างในตอนนี้ หากติดตามข่าวสารจะเห็นชัดว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน (2558) เน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่จะเป็นโอกาสให้กับธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายต่างๆ ของ รัฐบาลที่ออกมาช่วยกระตุ้นตามนโยบาย เช่น การคืนภาษีให้นักท่องเที่ยว การเพิ่มวันหยุด การปรับภูมิทัศน์ของแหล่งท่องเที่ยว หรือการรณรงค์ผ่านสื่อทุกรูปแบบ ที่นอกจากจะสร้างบรรยากาศชักชวนให้ชาวไทยหรือชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น ยังเอื้อกับการลงทุนในกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวทั้งทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น และกลุ่มนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ได้รับปัจจัยบวกด้วยเช่นอย่างไม่น่าแปลกใจ

หากมองลึกไปอีก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปัจจุบัน หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาจจะนอนเอาเท้าก่ายหน้าผากเลยทีเดียวเพราะผลจากการที่สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยุโรป คว่ำบาตรรัสเซียที่แต่ละมีจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมากลดลงจากค่าเงินรูเบิ้ลอ่อนตัว หรือการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจในประเทศจีนชะลอตัวลงอย่างจงใจก็ส่งผลให้ปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ก่อนหน้านี้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมากก็ลดลงไปด้วยเช่นกัน แต่ก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจนถึงกับออกกฎระเบียบออกมามากมายเช่นนี้ ก็ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงท่องเที่ยวก็ยังคงความเย้ายวนน่าสนใจ เพราะประเทศไทยไปที่ไหนก็เหมือนสวรรค์ดั่งประโยคในสปอร์ตโฆษณาของ ททท. ความมั่นใจในจุดนี้หากไม่มีเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเข้ามาแทรกก็ไปได้อีกไกล

หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในครั้งที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ปรับเปลี่ยนอัตราค่าธรรมเนียมการจดจำนองลง 0.01% แล้วยังลดดอกเบี้ย ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต่างแข่งกันออกแคมเปญจ์เพื่อดึงดูดผู้มีรายได้ระดับกลาง ไม่เพียงแค่ลดดอกเบี้ย แต่ยังเข้าร่วมกับ สปส. เพื่อจัดวงเพราะเป็นลูกค้าที่มีรายได้แน่นอนประจำทุกเดือน และสามารถหักค่างวดจากเงินเดือนกับบริษัทเงินและเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยพิเศษให้กับผู้ประกันตนอีกด้วย ห้างร้านได้โดยตรงก่อนที่เงินเดือนจะเข้าบัญชีผู้ประกันตน ซึ่งก็เป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลในยุคนั้น

แม้แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่มีโครงการรถยนต์คันแรก คืนภาษีที่ต้องจ่ายเป็นส่วนลดสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อคัน ต่อคน ก็ทำให้ตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์คึกคัก จนมีรถวิ่งล้นถนนเลยทีเดียว แม้จะมีปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันแพง แต่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้ตลาดรถยนต์มือสองซบเซาเพราะเมื่อคำนวณเบ็ดเสร็จ ซื้อใหม่ถูกกว่าทั้งราคาตัวรถและอัตราดอกเบี้ย

Micro Environment Factor



  1. คู่แข่งในอุตสาหกรรม(Rivalry/ Potential Entrants)

  2. อำนาจการต่อรองของลูกค้า (Bargaining Power of Customers/ Buyers)

  3. อำนาจการต่อรองของผู้ป้อนวัตถุดิบ (Bargaining Power of Suppliers)

  4. ภัยคุกคามจากคู่แข่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น (Threat of New Entrants)

  5. ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน (Threat of Substitute Products or Services)

เมื่อกล่าวถึงระดับมหภาค แล้วจะไม่กล่าวถึงระดับจุลภาคที่ใกล้ชิดกับองค์กรมากทีสุดก็กระไรอยู่ แต่จริงๆ ก็เป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับทุกองค์กรธุรกิจ ที่ต้องประสบพบเจอ ต่างแต่เพียง Micro Environment Factor สามารถควบคุมได้เพราะเป็นปัจจัยแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับองค์กร เพียงแต่หากประเด็นใดเป็นจุดอ่อนก็แก้ไขเปลี่ยนให้กลายเป็นจุดแข็งได้ เช่น อำนาจต่อรองของซัพพลายเออร์ ในกรณีอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์โครงการขนาดใหญ่ๆ ยิ่งใหญ่เท่าไรอำนาจต่อรองของซัพพลายเออร์จะลดน้อยลงเท่านั้น เพราะในประเทศมีจำนวนซัพพลายเออร์เพียงพอที่จะทำให้เกิดการแข่งขัน และนั่นคือตัวอย่างจุดแข็ง
อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อสังหาฯ แนวใหม่ ดึงผู้ซื้อร่วมระดมทุน by โพสท์ทูเดย์



จากโพสท์ทูเดย์ (18 ธ.ค. 57)

การแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันมีความรุนแรงขึ้นอย่างมากจนทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กในธุรกิจนี้อยู่ได้ยากขึ้น เนื่องจากแหล่งเงินทุนนั้นหาได้ยาก อีกทั้งรูปแบบการพัฒนาโครงการจะต้องสามารถตอบโจทย์ของผู้ซื้อ แต่ในขณะนี้ได้เริ่มมีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กดึงกลุ่มเศรษฐีรายย่อยมาร่วมกันพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วยการระดมทุน

พรรณี มุสิกะมูล ผู้ก่อตั้งบริษัท ทัชริช (Touch Rich) เปิดสอนด้านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มาตั้งแต่ปี 2533 และบริษัท เอมไฮต์ ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริทรัพย์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2555 ด้วยทุนจดทะเบียน 280 ล้านบาท โดยจุดเด่นของบริษัทนี้ คือการดึงนักลงทุนรายย่อยที่มีความสนใจด้านอสังหาฯ เข้ามาศึกษาผ่านหลักสูตรของทัชริช (Touch Rich) โดยต้องเป็นสมาชิกเสียค่าเรียน 1,000 บาท เพื่อมาศึกษาแนวทางการพัฒนาโครงการของบริษัท และปรับทัศนคติให้ตรงกัน จากนั้นจึงจะสามารถเข้ามาร่วมลงทุนผ่านบริษัทเอมไฮต์ (Aim High)

สำหรับโครงการแรกที่บริษัท เอมไฮต์ จะพัฒนานั้น พรรณี เล่าว่าได้ให้บุตรชาย วิภู อวิรุทธมาน เป็นผู้บริหารโครงการโดยได้เริ่มพัฒนาโครงการเอมวัน ชุมพรซีไซต์ ซึ่งเป็นบ้านพักตากอากาศ รูปแบบวิลล่า ตั้งอยู่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร บนที่ดินขนาด 11 ไร่ ขนาดบ้านเริ่มต้น 100 ตารางเมตร จำนวน 72 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 300 ล้านบาท ราคาขาย 3.7 ล้านบาท จำนวน 50 ยูนิต และขนาดใหญ่ 8.5 ล้านบาท จำนวน 22 ยูนิต ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างออกแบบผังโครงการ โดยจะเริ่มเปิดขายพร้อมให้เห็นบ้านตัวอย่างได้ในวันที่ 21 มี.ค. 2558

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

รวยได้ไม่ใช้เงินสักบาท เรื่องจริงหรือแค่นิทาน??

หลายท่านที่อยากรวย คงหนีไม่พ้นจะต้องซื้อหาหนังสือ "พ่อรวยสอนลูกรวย" มาอ่านกัน หนังสือเล่มนี้เป็นการเล่าประสบการณ์ของ ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นนามว่า โรเบิร์ต คิโยซากิ - Robert T. Kiyosaki นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจ MLM ที่เขียนบนสภาวะแวดล้อมการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจของสังคมคนอเมริกัน แล้วส่งต่อให้ผู้อื่นเรียบเรียงให้มีสำนวนที่ชวนให้อ่านและติดตาม

โดยส่วนตัวแล้วไม่เคยได้อ่านจนกระทั่งได้ไปข้องเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมา จะเรียกว่าด้วยความจำใจและจำเป็นที่จะต้องหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านก็ว่าได้ เพื่อให้เข้าใจความนึกคิดของคนที่ "อยากรวย" หากผิดพลาดประการใดก็อย่าหาว่าสอนหนังสือสังฆราชเลย ขอให้บทความนี้เป็นเพียงการแชร์ความคิดจากประสบการณ์ที่ผ่านสายตามาในห้วงหนึ่งของชีวิต แต่ละคนก็จะมีประสบการณ์เป็นของตนเองและนี่ก็เพียงประสบการณ์หนึ่งเท่านั้น เหมือนกับการถ่ายภาพ ภาพที่่ถ่ายจากตากล้องสองคน มุมมองที่ถูกถ่ายทอดผ่านสายตาของตากล้องแต่ละคนย่อมจะสะท้อนอารมณ์ของภาพที่แตกต่างกัน ยิ่งถ้าเป็นการถ่ายภาพบุคคลจะเห็นได้ชัดทั้งสีหน้า แววตา และรอยยิ้ม แม้จะถ่ายพร้อมกันด้วยกล้องตัวเดียวกัน อาจจะลองให้พ่อหรือแม่ถ่ายภาพลูกสักภาพ แล้วเปลี่ยนให้คนแปลกหน้าถ่ายก็น่าจะเห็นความแตกต่างได้

เริ่มต้นครั้งแรกในชีวิตกับการอ่านหนังสือ "พ่อรวยสอนลูกรวย" อันลือลั่นสนั่นโลก ที่ได้อ่านเป็นเล่ม 3 ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะมีความแตกต่างกับเล่มอื่นๆ ที่ผู้เขียนพยายามจะโฆษณาแฝงไว้ตลอดทั้งเล่ม เหมือนกับเล่มที่อ่านนี้มากน้อยเพียงใด ความรู้สึกแรกที่เห็นหน้าปกแล้วทำให้เมินผ่านไปเพราะไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา เข้าใจว่าเป็นการสอนวิธีการทำอย่างไรให้รวย จนเมื่อได้อ่านจริงจัง สัมผัสแรกที่ได้รับคือ.. "นี่เป็นคู่มือการเลี้ยงเด็กนี่!!" ยิ่งถ้าได้อ่านตลอดทั้งเล่ม ก็ยิ่งชัดเจนเพราะมีการพูดถึงพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติของเด็กด้วย แล้วทำไมผู้ใหญ่ตัวโตๆ จึงพากันอ่านแล้วคุยกันโขมงเชียว เมื่ออ่านต่อไปก็เข้าใจว่าจุดประสงค์ของผู้แต่งไม่ได้อยู่ที่การสอนเด็ก แต่เป็นการสอนผู้ใหญ่ให้สอนเด็กที่แฝงนัยยะซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน โดยการใช้เด็กเป็นสื่อชักนำ หน้าปกและเนื้อหาภายในก็ตรงกัน แต่เหมือนว่าวัตถุประสงค์ของคนที่ซื้ออาจจะตรงแค่ปก ไม่ค่อยตรงกับเนื้อหาภายในเท่าไร เดาเอาว่าโดยมากที่ที่ซื้อไปเพื่อจะเรียนรู้วิธีการสอนของพ่อรวยและตนเองเป็นลูกที่พร้อมจะรับคำสั่งสอนจากพ่อรวยตามปก "พ่อรวยสอนลูกรวย" มากกว่าการจะหาความรู้เพื่อจะเอาไปฝึกสอนลูกให้เป็นอภิมหาเศรษฐี

เมื่ออ่านจบแล้ว รู้สึกคุ้นๆ อย่างไรไม่ทราบจึงลองค้นประวัติและก็ถึงบางอ้อเมื่อทราบว่าหนึ่งธุรกิจของผู้แต่งคือ ธุรกิจ MLM จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมื่ออ่านแล้วจึงให้ความรู้สึกเหมือนหนังสือเล่มหนาๆ ขนาดพ็อกเก็ตบุ๊คที่ AM WAY ให้พวกสมาชิกอ่าน ในตอนนั้นได้มาโดยความบังเอิญและยังมีเวลาว่างพอจะอ่านเล่นได้

อ่านจบก็นั่งคิด ไม่ได้ทึ่งอะไรกับหนังสือเล่มนี้นักเพราะส่วนตัวแล้วได้ผ่านประสบการณ์เช่นเดียวกับผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ แต่อยู่ในสภาวะที่เลวร้ายกว่าคำว่า "คนเคยจน" ด้วยซ้ำ และไม่ได้มีพ่อรวยมาคอยชี้แนะหรือสั่งสอน มีแต่เพียงความสนใจใคร่รู้เป็นการส่วนตัว ด้วยสงสัยประสาเด็กในความแตกต่างระหว่างชนชั้น ทำไมคนจนจึงไม่รวย และทำไมคนรวยจึงไม่จน เพียงเท่านั้น

ในสมัยก่อนการจะมีร้านขายของชำสักร้านเป็นเรื่องที่ไม่ยากหากมี connetion (อีกแล้ว) ที่มาจากเพื่อนฝูงหรือเครือญาติ และนั่นคือจุดเริ่มต้นประสบการณ์ของการไม่ใช้เงินเลยสักบาทในการจะมีกิจการเป็นของตนเอง ทุกอย่างคือ "เครดิต" ร้านขายของชำคือวงเวียนเงินสดไว้หมุนเวียนเปลี่ยนมือดีๆ นี่เอง วนเข้า แล้ววนออก ยืมสินค้ามาขายก่อนแล้วค่อยจ่ายค่าสินค้าภายหลังตามเงื่อนไข 1/10, n/30, 5% หรืออาจจะเป็นรูปแบบอื่นก็ว่ากันไปตามข้อตกลงแต่ละราย

ปัจจุบันธุรกิจส่วนใหญ่ก็ยังคงทำกันเช่นนั้น ไม่มีใครใช้เงินทุนเพื่อไปซื้อสินค้ามาขายเพราะถ้าขายไม่ได้ตามระยะเวลาแม้จะเป็นสินค้าที่ไม่เน่าเสียก็ตกรุ่นแปลว่าขาดทุน แต่ถ้าเป็นการยืมสินค้ามาขายทางฝั่งต้นน้ำจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่อง Produc Life Cycle ขยันนำมาเปลี่ยน และทำการศึกษาข้อมูลเสร็จสรรพว่าจะผลิตอะไรให้ตรงกับความต้องการของตลาดเปลี่ยนเป็นรูปแบบของการฝากขายแทน แต่ถ้าเป็นร้านชำสมัยก่อนก็เก่าเก็บคาร้านสินค้าบางอย่างเลิกผลิตไปสิบกว่าปีก็ยังมีวางขายในร้าน

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ธุรกิจเฟรนไชน์เติบโตขึ้นข้อจำกัดของบทบาทผู้ที่อยู่กลางน้ำก็เริ่มมีมากขึ้น และการจะเข้าถึงธุรกิจค้าปลีกก็ไม่ง่ายดังเก่าก่อนอีกต่อไป เพราะการสร้างอุปสรรคเพื่อกีดกันของบริษัทธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ทั้งตีกัน ตีโอบเล่นกลยุทธ์ทุกเม็ด จนผู้ประกอบการรายเล็กอยู่ไม่ได้ล้มหายตายจากกันไปมากมาย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการค้าปลีกผู้มาก่อนย่อมได้เปรียบทุ่มทุนสร้างทั้ง Brand Awareness จนถึง Brand Royalty จนแทบใกล้จะเข้าสู่การผูกขาดตลาดธุรกิจค้าปลีกไปแล้ว มาทีหลังต่อให้มีทุนเท่ากันก็ไม่มีสิทธิ์จะไปแข่ง แล้วธุรกิจค้าปลีกทำเลดีๆ ก็ได้กลายเป็นธุรกิจสำหรับผู้มีทุนหนาเท่านั้น ผู้มาใหม่เป็นได้เพียงเฟรนไชน์ซี่ มีทุนเริ่มแรกไม่ถึง 7 หลักก็หมดสิทธิ์ และต่อให้มีสิทธิ์ก็ต้องแบกรับภาระของต้นทุนทั้งสินค้าและการบริหารจัดการ รวมทั้งค่าเฟรนไชน์ฟีที่ต้องจ่ายให้กับเฟรนไชน์ซอร์อีกด้วย

ส่วนตัวแล้วเริ่มสนใจเรื่องอสังหาริมทรัพย์ตอนอายุยี่สิบต้นๆ แต่ก่อนหน้านั้นสิ่งที่สนใจที่สุดคือเทคนิคและวิธีการ "จับเสือมือเปล่า" เพราะครอบครัวไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่จะเรียกว่าร่ำรวยคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ค่อนไปทางจนกรอบคาบจอบคาบเสียมมาเกิดมากกว่า ไม่ทำงานก็ไม่มีรับประทาน แต่โชคยังดีที่มีพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ไม่มีอะไรที่จะทำไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ หากตั้งใจจะทำจริงๆ อยากจะรวยไม่เห็นจะยากเงินหล่นเกลื่อนถนน แค่มองให้เห็นแล้วจับให้ติดก็เท่านั้นเอง และแล้วก็ได้สัมผัสกับการจับเสือมือเปล่าได้รับเงินค่าตอบแทนจากการปล่อยเช่าช่วงอาคารพาณิชย์ที่มิใช่ของตนเองก้อนหนึ่งเป็นผลตอบแทนที่ได้มาในรูปแบบของ Passive Income ครั้งแรกในชีวิตที่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าผู้เช่าระดับบนที่ต้องเสียค่าเซ้งหลายเท่าเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยยังเด็กเมื่อพบกับตัวตนของตัวเองจากการทำงานอื่นจึงไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องอสังหาริมทรัพย์อีก

จนกระทั่งเมื่อถึงวัยที่สมควรจะต้องมีบ้านเป็นของตนเอง เพื่อประโยชน์ในการนำมาต่อยอดการทำงานและคาดหวังการได้มาซึ่งผลตอบแทนจากบ้านที่จะซื้อเป็นงานอดิเรก มาถึงจุดนี้จะเล่าวิธีการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในเมืองราคาล้านต้นๆ เมื่อสิบปีก่อน โดยไม่ได้ใช้เงินสักบาทจริงๆ ยกเว้นค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ หรือหากจะคิดเพื่อความสบายใจก็ขออนุญาตบอกว่าใช้เงินไม่ถึงพันบาทละกัน

เมื่อถึงคราวที่จะต้องระดมความรู้ เพื่อให้เกิดความคิดค้นหาวิธีการที่จะได้ครอบครองบ้านด้วยวิธีเก๋ๆ ไม่ต้องใช้แม้แต่เงินวางมัดจำเลย ด้วยสถานการณ์บีบบังคับเพราะในขณะนั้นมีเงินออมเพียงน้อยนิดไม่พอที่จะวางมัดจำด้วยซ้ำ บ้านราคา 1.3 ล้าน วางเงินมัดจำเพื่อทำสัญญา 30,000 เพื่อทำสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อไม่มีเงินก็เล่นลูกหน้าด้านกันละ ขอนายหน้าแบบตรงๆ เลย ไม่มีเงินแต่อยากได้บ้าน สเตจเมนท์ผ่านแน่ ถ้าอยากขายก็อยากซื้อ นายหน้าก็ช่วยไม่เอาเงินมัดจำแต่ออกใบสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อไปยื่น กู้กับธนาคารได้ 90% ดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี หลังจากนั้นลบ MRR -1 ใช้ประโยชน์จากโครงการบ้านหลังแรกของสำนักงานประกันสังคม แน่นอนว่าติดตามข่าวสารเสมอและหากไม่มีโครงการสนับสนุนจากรัฐบาลในยุคนั้นเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ย ลดค่าธรรมเนียมการจดจำนอง เพื่อให้สอดรับกับโครงการบ้านเอื้ออาทร และเป็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจก็อาจจะยังไม่คิดเรื่องการซื้อบ้านแน่นอน

เมื่อโอกาสมาแล้วจึงไม่เสียเวลาที่จะรีรออะไรอีก โอกาสเป็นสิ่งที่มาเร็วและไปเร็วเสมอ บางครั้งก็โอกาสดีๆ ไม่เกิดซ้ำซะด้วย จึงรีบออกตระเวนหาบ้านในฝัน ได้เป็นทาวน์เฮาส์เล็กๆ มือสองที่ผ่านการรีโนเวทฝีมือนายหน้าแบบหยาบสุดๆ แต่อยู่ในเมืองใกล้มหาวิทยาลัยแบบรั้วแทบจะติดกัน ปล่อยเช่าง่าย ปล่อยขายไม่ยาก เพราะราคาระดับพนักงานเงินเดือนขอกู้แบงค์เพื่อซื้อได้สบายๆ ปัจจัยสำคัญในการเลือกบ้านสไตล์เด็กๆ ในตอนนั้น เพื่อขายต่อหรือปล่อยเช่าต่อเต็มๆ ในอนาคต แม้จริงๆ แล้วจะเพื่ออยู่อาศัยเอง ไว้เป็นทางหนีทีไล่ ป้องกันความเสี่ยงกรณีไม่มีเงินผ่อนชำระกับธนาคาร คำนวณแล้วจากค่าเช่าอพาร์ทเมนท์กับค่าเช่าบ้านกับค่างวด..พอไปได้

ความได้เปรียบของทำเลทำให้ไม่ต้องกังวลกับโครงการบ้านเอื้ออาทรที่เป็นศัตรูทางตรงของการปล่อยเช่าในตอนนั้นเลย มั่นใจได้บ้านไม่หลุดแน่นนอน เมื่อได้บ้านแล้วก็เริ่มวางแผน หาราคาประเมิน ด้วยว่าวางแผนจะซื้อบ้านมานานแล้วเพียงแต่รอโอกาสที่เหมาะสม จึงเดินบัญชีไว้ให้เพียงพอกับงบประมาณราคาบ้านที่คิดว่าผ่อนไหว คิดเฉพาะเรื่องผ่อนไหวเท่านั้น แล้วค่อยจึงมาดูราคาบ้านอีกที เรื่องสเตจเมนท์จึงพร้อมเสมอ แต่ปัญหาต่อมาก็คือ บ้านล้านกว่าธนาคารให้ 90% แต่วงเงินที่จะได้จากสลิปเงินเดือนคำนวณคร่าวๆ แล้วได้เพียง 900,000 ไม่พอแน่นอน จึงยื่นเรื่องรายได้พิเศษเสริมเข้าไป เพราะบัญชีเดินไว้เหลือเฟือสำหรับรายได้พิเศษที่จะเพิ่มเข้ามาจึงได้วงเงินเพิ่มเป็น 1.1 ล้าน ยังขาดอีก 200,000 ไปตกลงกับนายหน้า อยากได้บ้านแต่ไม่มีเงินช่วยอะไรได้บ้าง อะไรก็ผ่านหมดแล้วเหลือแค่เรื่องนี้ ขอผ่อนจ่ายได้ไหมกับเงินส่วนที่เหลืออีก 200,000 เพื่อหมุนเงินภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจริงๆ หากตอนที่ทำสัญญาซื้อขายให้นายหน้าตั้งราคาซื้อสูงให้พอดีกับวงเงินกู้เพราะราคาประเมินล้นเหลือก็จะไม่ต้องหาเงินอีก 200,000 ในส่วนนี้เลย แต่ก็จำไม่ได้ว่าด้วยเหตุใดจึงไม่ใช้วิธีดังกล่าว เมื่อนายหน้าไม่ยอมให้ผ่อน แต่ให้เป็นส่วนลดแทน 50,000 ก็ยังดี หาอีกประมาณ 170,000 เผื่อค่าดำเนินการอื่นๆ งานนี้ก็เริ่มใช้วิธีหมุนเงินเข้าและออกจากเจ้าหนี้รายย่อยนอกระบบแทน ไม่ใช่ใครอื่นบรรดาญาติสนิทมิตรสหายนั่นเอง รายละเล็กละน้อยหลายราย แต่เวลาการชำระไม่ตรงกัน จนกว่าจะรวบรวมเงินจากรายได้ประจำแล้วไล่ชำระจนหมด เป็นอันว่าก็ได้บ้านหลังแรกในชีวิต

ประสบการณ์ครั้งนั้นจะทำให้ได้รับบ้านฟรีได้เลยถ้าตัดสินใจที่จะไปพักอาศัยในอพาร์ทเมนท์และปล่อยบ้านหลังนั้นให้เช่าแทน เพราะค่าเช่าอพาร์ทเมนท์เดือนละแค่ 2,500-3,000 โดยประมาณ แต่ค่าเช่าบ้านเดือนละ 7,000-8,000 บาท เพียงพอกับค่างวดเพียงเดือนละ 4,000 กว่าบาท พร้อมดอกเบี้ย แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ หากมีเงินก้อนโตผ่านเข้ามือไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด ไม่มีทางที่จะเอาไปโปะเงินต้นเพื่อลดดอกเบี้ย จะนำไปลงทุนต่อในรูปแบบอื่นๆ เพราะคำนวณแล้วในระยะนั้นเป็นช่วงตื่นทอง ถ้าลงทุนในทองคำจะได้รับผลตอบแทนปีละ 30% มาหักลบกับดอกเบี้ยเงินกู้ 2.5% กว่าจะไปถึงดอกเบี้ย MRR -1% ก็มีเงินเหลือเก็บที่จะเอาไปลงทุนเพื่อชดเชยดอกเบี้ยที่เพิ่มเข้ามาหลังจากครบกำหนดดอกเบี้ย 2.5% คงที่ 5 ปี ได้สบายๆ เพราะหลังจากนั้นไม่ถึงปีอัตราดอกเบี้ยก็กลับตัวเป็นขาขึ้น ก็จะได้ส่วนต่างที่จะเอาไปลงทุนอย่างอื่นต่อได้อีกสบายๆ

ด้วยอายุยังน้อยยังสนุกกับเรื่องอื่นๆ เมื่อได้บ้านตามต้องการแล้วก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น เอาแค่หาวิธีให้เงินเท่าที่มีทำงานได้ผลตอบแทนมาชดเชยกับอัตราดอกเบี้ยที่เสียให้กับธนาคารโดยไม่ต้องใช้เงินรายได้หลักก็พอใจแล้ว ยิ่งถ้าปล่อยเช่ายังต้องดำเนินการเรื่องทางกฎหมายจุกจิกอีกมากมาย และหากได้ผู้เช่าที่เฮงซวยก็จะมีปัญหาต้องตามแก้อีกเพราะทำด้วยลำพังตัวคนเดียวไม่มีพรรคพวกที่จะมาช่วยแก้ปัญหาให้ได้ แต่ยังไม่ทิ้งแผนการที่จะนำบ้านหลังนี้เข้าจำนองเพื่อซื้อบ้านหลังต่อไปและต่อไป รอจังหวะดีๆ ตระเตรียมผู้ซื้อผู้ขายไว้เรียบร้อย สุดท้ายเมื่ออายุยิ่งมากไฟเริ่มมอดบวกกับงานประจำที่เป็นโปรดปรานทำให้ไม่มีเวลาเหลือที่จะคิดทำอะไรต่อไปได้อีก

ทั้งหมดนี่ไม่ได้มาจากหนังสือหรือตำราเล่มใด ไม่มีพ่อรวยมาสอนให้รวย เป็นเพียงความมุ่งมั่นและทำให้สำเร็จตามเป้าหมายและเงื่อนไขที่วางไว้ "จับเสือมือเปล่า" บนความเชื่อและศรัทธาว่าทุกอย่างทำให้เป็นจริงได้แค่ "คิดให้ออก" เท่านั้นเอง อาจจะเกิดคำถามว่าแล้วปัจจุบันน่าจะรวยมีเงินกองท่วมหัว เปล่าเลยยังมีฐานะปานกลางแค่พอกินพออยู่ ปัจจุบันจะเรียกว่าไม่มีบ้านเป็นของตัวเองก็ได้เพราะบ้านที่ซื้อในครั้งนั้นไม่ซื้อในนามของตัวเอง คนเราจะมีทางเลือกที่จะดำเนินชีวิตต่างกัน บางคนฝันอยากรวย อยากใช้ชีวิตที่หรูหรา สุขสบาย แต่บางคนไม่ต้องรวยแค่ขอใช้ชีวิตอยู่แบบเงียบๆ สงบๆ ได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบและไม่ต้องวุ่นวายกับใครก็พอใจแล้ว ไม่มีใครผิดอยู่ที่ความสบายใจ สุขใจ ในการที่จะเลือกหนทางดำเนินชีวิต สไตล์ของใครก็ของใคร

ที่สำคัญ..สิ่งที่เล่ามาเป็นเพียงการจะบอกว่าถ้าต้องการจะครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ใช้เงินสักบาท "ทำได้จริง" แล้วถ้าหวังจะรวยด้วยอสังหาริมทรัพย์โดยใช้เงินจำนวนน้อยหรือไม่ใช้เลยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือพิสดารอะไรเลยแม้แต่น้อย ต้องก่อนเข้าใจว่าที่เล่ามาวัตถุประสงค์เพื่ออยู่อาศัยเท่านั้น ไม่ได้ทำเพื่อหวังผลเชิงพาณิชย์ เพราะจะหวังผลเชิงพาณิชย์ได้อย่างไรโดยไม่มีพรรคมีพวก ไม่มี connection ก็ถูๆ ไถๆ ทำไป ได้ผลตอบแทนมาหลักแสน หรือได้เป็นเบี้ยหัวแตกรายเดือนจะให้รู้สึกว่าเพียงพอหรือ?? กว่าจะสะสมผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำก็ใช้ระยะเวลานาน หากคิดเช่นนั้น คงจะต้องกลับไปทบทวนใหม่ เพราะการจะหวังผลตอบแทนในอสังหาริมทรัพย์ในทางธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมนี้ มักน้อยไม่ใช่เรื่องที่ดี นอกจากจะใช้เงินลงทุนจำนวนน้อยแล้วยังจำเป็นที่จะต้องมองผลตอบแทนไปที่หลักล้านถึงสิบล้านในห้วงระยะเวลาอันสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าได้ลงมือทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แล้ว จะมองเพียงผลตอบแทนไม่กี่แสนคงไม่สมศักดิ์ศรีเท่าไร และหากมองเป้าหมายแบบนี้แล้วจะเห็นว่าวิธีการข้างต้นที่เล่ามาทั้งหมดเป็นวิธีการของเด็กอมมือเท่านั้น

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

รวยไปทีละสเต็ปหรือจะ "ก้าวกระโดด" ??

จะเริ่มจากจุดไหนเลือกเองได้ Owner - Broker - Developer - Ultimate Developer ก้าวทีละก้าวจาก Owner ไปเรื่อยๆ จนถึง Ultimate Developer กว่าจะถึงฝันคงต้องใช้เวลาอีก "หลายปี" การก้าวข้ามไปสู่ Ultimate Developer ก็ใช่ว่าจะง่าย ถ้าไม่มี "พี่เลี้ยง" การจะสะดุดหกล้มหัวคะมำจะรุนแรงกว่าระดับอื่นๆ เพราะการจะกระโดดข้ามหัวคนอื่นๆ โดยที่พื้นฐานไม่แข็งแรงสั้นๆ คำเดียว "เจ็บหนัก"


จะเห็นหลายๆ ประเทศที่ใช้กลยุทธ์การก้าวกระโดด จากการเป็นผู้รับจ้างผลิตไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ กลายเป็นประเทศที่เป็นผู้นำทางเทคโนโลยี แชร์ส่วนแบ่งการตลาดระดับโลก การก้าวกระโดดที่แอบเจ็บตัวในตอนนี้เห็นจะมีแต่ประเทศจีน ที่ก้าวกระโดดและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับญี่ปุ่น และเกาหลี แตกต่างกันตรงที่ จีนก้าวกระโดดโดยไร้พื้นฐานความรู้จริง ปัจจุบันหากดูให้ดีประเทศจีนซ่อนรอยบาดแผลไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพสินค้า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม กดขี่แรงงาน ฯลฯ ที่ไม่รู้ว่าวันใดหนึ่งในปัญหาต่างๆ หากแก้ไขไม่ทันท่วงที..อันตรายมาก

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือพูดแบบภาษาลูกทุ่งๆ คิดจะรวยกับอสังหาริมทรัพย์ สำหรับบางคนที่ไม่เคยสัมผัสกับธุรกิจนี้มาก่อน อาจจะเริ่มต้นก้าวแรกจากการเป็น "Owner" ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง จนผ่านไประยะหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อบ้านใหม่เพื่อขยับขยาย แล้วจึงเอาบ้านเก่ามาขายกันแบบดิบๆ โดยที่ไม่มีการปรับปรุงอะไรเลย เหมือนทรัพย์สินรอขายของธนาคารพาณิชย์ หรือที่กรมบังคับคดีนำมาประมูล เพื่อประหยัดต้นทุน และนี่ก็คือก้าวแรกของการเป็น "Broker" บางคนอาจจะหยุดที่ตรงนี้ แต่บางคนอาจจะก้าวต่อที่จุดหมายต่อไป "Developer" ซื้ออสังหามาใส่ตระกร้าล้างน้ำ หรือรีโนเวท แล้วขายในราคาที่สูงขึ้น และเริ่มจะต้องใช้เงินทุนจนหมด พร้อมหนี้สินพะรุงพะรัง

สมัยต้มยำกุ้งมีพ่อของเพื่อนท่านหนึ่งเป็น "Broker" ที่โดนวิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 เล่นงาน เขาทำอะไรผิดพลาด?? ที่มิอาจรอดพ้นบ่วงของวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่ทำให้นักธุรกิจหลายคนสิ้นเนื้อประดาตัว กับ คำถามที่ต้องตอบ..และวิเคราะห์ว่าระหว่างสองคน คนหนึ่งรอด อีกคนไม่รอด คนที่ไม่รอดผิดพลาดอะไร ในเมื่อเหตุการณ์นั้นเป็น "ปัจจัยแวดล้อมภายนอก" ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และไม่มีใครคาดฝันว่าจะเลวร้ายขนาดนั้น หากได้อ่านบทความก่อนหน้านี้คงตอบคำถามนี้ได้ไม่ยาก เขาไม่ได้เผื่อสถานการณ์ที่ยากลำบากเหล่านั้นไว้ด้วยการ "ป้องกันความเสี่ยง" และความอหังการ์ทำการเพียงลำพังคนเดียว ใช้เงินทุนทั้งหมดที่มี โดยไม่ได้สำรองไว้ในภาวะฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง รวมทั้งการทำการเพียงลำพังทำให้มีคอนเน็คชั่นที่เปราะบาง ไม่สามารถจะหาใครมาเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้ได้พึ่งพิงในยามที่หลังชนฝาแบบนั้น และยังคงมีเหตุผลอีกมากมายที่เขาไม่สามารถจะเล่าให้ฟังได้ รวมๆ แล้วก็คือไม่มีการวางแผนการบริหารจัดการที่ดี จึงทำให้อนาคตต้องจบลงเพียง "Broker" โดยที่ยังไปไม่ถึง "Developer" ด้วยซ้ำ

เมื่อก้าวผ่านคำว่า "Broker" มาได้ แต่ในบางช่วงเวลาที่ปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวยทำให้ขายอสังหาฯ ออกช้า เริ่มจะต้อง รีโนเวท จับอสังหาฯ ใส่ตะกร้าล้างน้ำ ชุบตัวใหม่ให้ดูน่าสนใจกว่าเดิม สถานการณ์พาให้ต้องเป็น "Developer" ไปโดยปริยาย แล้ว "ต้นทุนละ!!" เริ่มจะเครียดแล้วละสิเมื่อพูดถึงตรงนี้

สำหรับ Developer กรณีที่ใช้เงินทุนรวมจำนวนน้อย ความเสี่ยงสูง และผลตอบแทนต่ำ แต่หากใช้เงินทุนจำนวนมาก แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่ก็ไม่ทำให้ความเสี่ยงลดลงเลยกลับจะสูงขึ้นยิ่งกว่าเดิมอีก ในขณะที่การหาผู้ร่วมลงทุน นอกจากความเสี่ยงจะต่ำเนื่องจากการกระจายความเสี่ยงออกจากการลงทุนร่วมกัน มีการวางแผนกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงไว้ ในส่วนของผลตอบแทนสูงแน่นอน ใช้เงินลงทุนจำนวนน้อยกว่าผลตอบแทนในอัตราที่สูงเป็นเท่าตัว เมื่อเทียบกับเงินลงทุนเริ่มแรก และการมีทีมและคอนเน็คชั่นที่แข็งแกร่งไม่ว่าจะเรื่องการเงิน หรือการตลาด ฯลฯ ทำให้ Payback Period สั้น คืนทุนได้ในระยะเวลาไม่นาน ทำให้ไม่ต้องมองเรื่องมูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์เลย เมื่อคำนวณคร่าวๆ เช่นนี้แล้วทำให้เห็นว่าผลตอบแทนจะสูงกว่า ปกติที่ลงทุนทุกสิ่งทุกอย่างเพียงลำพังตัวคนเดียว ในขณะที่ความเสี่ยงของก็ต่ำกว่าด้วย

หากไม่มีเงินทุนจำนวนมหาศาลจำเป็นต้องก้าวไปทีละสเต็ป จาก Owner แล้วพัฒนาไป Broker แล้วต่อไปยัง Developer กว่าจะถึงการเป็นเจ้าของโครงการการร่วมทุนจะทำให้ลดขั้นตอนลงไปได้เยอะ อาจจะยังไม่ได้เป็น Owner ก้าวกระโดดไปเป็นเจ้าของโครงการเลยในทันที

ยุคสมัยเปลี่ยนไป การจะดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เติบโต และยิ่งใหญ่ สมดังความปรารถนา มีแค่เงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีทีมที่มีประสิทธิภาพที่จะเป็นสมองขับเคลื่อนโครงการให้ประสบความสำเร็จด้วยวิธีฉลาดๆ และแน่นอนเพราะยังคงให้ความสำคัญกับ Connection  การฝ่าวิกฤติที่สร้างหายนะให้กับธุรกิจมากมาย สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือทำ ในการเรียนรู้จึงให้ลงมือทำ

ด้วยความเชื่อว่าสัญชาตญาณของนักลงทุนย่อมจะไม่ยอมที่จะ "เจ็บหนัก" แน่นอน

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

หลายหัวดีกว่าหัวเดียว



จุดเชื่อมต่อระหว่างนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจอื่น เพื่อเป็นจุดศูนย์รวมในการระดมสมอง แนวคิดในการวิเคราะห์ธุรกิจประเภทตา่งๆ บนพื้นฐานความคิดที่ว่าไม่มีใครเก่งที่สุดทุกด้าน เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า หรือต่อให้มีจริงก็ไม่สามารถจะทำทุกอย่างได้ด้วยตนเอง การพึ่งพากัน แม้จะแตกต่างกันในประเภทของอุตสาหกรรม

หากเป็นธุรกิจเล็กๆ การจะหาธุรกิจอื่นที่จะมาเป็นพันธมิตรกันก็ไม่ง่าย การเจรจาให้ วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลยอาจจะเป็นเรื่องที่ยาก  จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างให้เป็น "Hub" เพื่อเชื่อมต่อธุรกิจแต่ละประเภทที่จะกลายเป็นจุดแข็งให้ซึ่งกันและกัน

เหมือนกับสิ่งแรกเมื่อเราเข้าไปในสถานีบริการน้ำมัน สิ่งที่เราเห็นนอกเหนือจากตู้จ่ายน้ำมัน และรถจำนวนมาก ทั้งรถยนต์ รถปิ๊คอัพ มอเตอร์ไซต์ ไปจนถึงรถสิบล้อ รถพ่วง จะเห็นสิ่งก่อสร้างเล็กบ้างใหญ่บ้าง ที่นอกเหนือจากคาร์แคร์ที่ดูแล้วก็ยังให้ความรู้สึกกลมลืนไปกับธุรกิจหลักที่ขายน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ธุรกิจเหล่านั้นไม่ได้เปิดให้บริการอะไรที่มีความข้องเกี่ยวกับรถยนต์เลย

"ร้านมินิมาร์ท" กลายเป็นสิ่งที่เกิดมาคู่กับปั๊มน้ำมันไปเสียแล้ว มีความพยายามที่จะหาช่องว่างเพื่อขอส่วนแบ่งการตลาดธุรกิจค้าปลีกที่มี 7-11 เป็นเจ้าตลาดในขณะนี้ ยิ่งถ้าได้ออกไปตามต่างจังหวัดก็จะยิ่งเห็นความความคิดสร้างสรรค์ และความหลากหลายของธุรกิจประเภทต่างๆ ที่เข้ามาเสริมทำให้ปั๊มน้ำมันปัจจุบันไม่เพียงแต่จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว

โดยพยายามสรรหาบริการต่างๆ มานำเสนอความต้องการของผู้ที่เข้ามาใช้บริการในปั๊มน้ำมัน ทั้งที่ผู้เข้ามาเติมน้ำมันยังคิดไม่ถึงว่าตัวเองกำลังต้องการสิ่งที่ธุรกิจน้อยใหญ่ในปั๊มน้ำมันนำเสนอเสียด้วยซ้ำไป เช่น เดินทางไกลแวะปั๊มแล้วก็อาจจะรู้สึกหิว หรืออยากยืดเส้นยืดสาย นอนให้พนักงานนวดฝ่าเท้าผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการขับรถเป็นเวลานาน จิบกาแฟร้อนๆ ในสวนน้อยๆ หรือหากเป็นเส้นทางที่มีช่วงรอยต่อระหว่างจังหวัดยาวมากๆ ก็ยังมีห้องพักขนาดเล็กให้เช่ารายวัน เพื่อผู้ที่ขับรถมานานหลายชั่วโมง ได้นอนพักผ่อนบนเตียงนุ่มๆ เพื่อจะได้มีแรงเดินทางต่อไปด้วยความสดชื่น แทนการนอนคุดคู้อยู่ในรถยนต์ ส่วนตัวแล้วเวลาขับรถไปต่างจังหวัดจะพยายามสังเกตว่าจะมีธุรกิจอะไรแปลกใหม่ที่จะเข้ามาให้บริการในปั๊มน้ำมันอีกหรือไม่

การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่ได้ต่างกัน พื้นที่ส่วนกลางที่เหล่านักพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พยายามจะเฟ้นหาธุรกิจต่างๆ ที่จะนำเข้ามาบรรจุไว้เป็น Facility ของโครงการต่างๆ ไม่ใช่เพียงหนึ่งหรือสองประเภท และไม่ได้พิจารณาแต่เฉพาะความต้องการของผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการเท่านั้น โดยเฉพาะจุดเด่น Facility ในรูปแบบที่มีความพิเศษกว่าตรงที่นอกจากจะให้บริการคนในโครงการแล้วยังเน้นพัฒนาให้ธุรกิจประเภทต่างๆ มีศักยภาพที่จะให้บริการแก่บุคคลภายนอกด้วย ด้วยวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการบริหารจัดการ Facility เพื่อให้เกิด Passive Income กลับคือสู่.. "ผู้อยู่อาศัย"

การสร้าง Hub ในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดกว้างให้ธุรกิจแต่ละประเภทมาร่วมกันวางแผนธุรกิจให้สอดรับกับคอนเซ็ปของโครงการแต่ละโครงการ หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปก็สามารถเข้ามาร่วมเสวนา ปรึกษาหารือ โดยมีทีมงานคอยช่วยประสานและให้คำปรึกษาในธุรกิจแต่ละประเภท ไม่ว่าในท้ายสุดแล้วจะได้ร่วมงานกันรือไม่ หรืออาจจะได้เป็นพันธมิตรในธุรกิจอื่นๆ ของท่านอื่นที่เข้ามาใน Hub

นอกเหนือไปจากการเฟ้นหาธุรกิจที่น่าสนใจและแตกต่างที่โดดเด่นเข้าสู่ Facility ในแต่ละโครงการแล้ว ค่อนข้างจะเห็นใจ ผู้ที่กำลังเริ่มสร้างธุรกิจของตนเอง (ไม่ใช่ธุรกิจขายตรงนะ) ในสภาวะการแข่งขันปัจจุบัน การจะเริ่มต้นธุรกิจใดๆ ดูจะยากขึ้นทุกที เพราะทุนใหญ่ที่เข้ามาจนไม่เหลือพื้นที่ให้กับผู้ประกอบการเล็กๆ จะได้ยืนหรือหายใจ ไม่ต้องพูดถึงโอกาสที่จะได้เป็นผู้ท้าชิง แค่ส่วนแบ่งการตลาดไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ทุนใหญ่จะแย่งไปจนแทบจะไม่เหลือ หรือหาทำธุรกิจมาก่อนอยู่แล้วก็อาจจะต้องประสบกับภาวะที่ทุนใหญ่สนใจธุรกิจที่ทำมาช้านาน และเริ่มมีการเข้าไปครอบงำด้วยกลยุทธ์สารพัดวิธี จนกลายเป็นการผูกขาดไปในที่สุด

ในอดีตการจะสู้กับทุนใหญ่เหล่านั้นก็ต้องใช้ทั้งกำลังคนและกำลังเงินจำนวนมหาศาล แต่ปัจจุบันใช้เพียง..สมอง และความเร็ว เพื่อหาช่องทางที่จะแทรกเข้าไปยืนในธุรกิจที่สนใจ หรือรักษาฐานลูกค้าไว้อย่างเหนียวแน่น มีทุนใหญ่เข้ามาเป็นนคู่แข่งลูกค้าเดิมก็ไม่ปันใจไปให้ทุนใหญ่ที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจนั้นๆ และสร้างฐานลูกค้าใหม่ จุดอ่อนของธุรกิจหนึ่ง อาจเป็นโอกาสของอีกธุรกิจ การหาความลงตัวในการจะเชื่อมโยงและเป็นพันธมิตรทางการค้ากัน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจของตัวเอง เข้าลักษณะ "รวมกันเราอยู่" เพื่อที่จะเติบโตไปด้วยกัน

เชิญเข้าเยี่ยมชมและ พูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหา

"รีโนเวท" จับอสังหาฯ "ใส่ตะกร้าล้างน้ำ"


นับวันกระแสการรีโนเวทบ้าน คอนโดมิเนียมก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็ทำเป็นงานอดิเรก ทำด้วยใจรัก แต่ไม่แน่ใจเท่าไรว่าจะมีการทำในเชิงพาณิชย์มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สไตล์ซื้อของเก่ามาปรับปรุงให้ไฉไลแล้วขายใหม่ในราคาที่สูงขึ้น ถ้าเอาภาษาบ้านๆ "จับใส่ตะกร้าล้างน้ำ" ชุบตัวเป็นของใหม่สดซิงออกมาขาย นายหน้าหลายยุคหลายสมัยก็นิยมทำกัน แม้กระทั่งประมาณสิบปีก่อนเคยเห็นโบรชัวร์ของธนาคารไทยทนุที่นำทรัพย์สินรอการขายมาทำการรีโนเวท แต่ทำได้เพียงไม่นานก่อนจะควบรวมกับธนาคารทหารไทย ปัจจุบันก็ไม่ได้ตามข่าวต่อว่ายังมีโครงการเช่นนี้อีกหรือไม่

แม้ว่าจะทำได้จริง และอาจจะมีบางคนเชื่ออย่างสนิทใจว่าการรีโนเวทบ้าน หรือ คอนโดมิเนียม เป็นก้าวเล็กๆ ก้าวแรก สำหรับผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่การรีโนเวทจะใช่หนทางที่จะไปสู่นักพัฒนาอสังริมทรัพย์มืออาชีพจริงๆ ?? จะไม่เป็นการเสียเวลาไปกับความฝันหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ใครก็ตอบไม่ได้เพราะการแสวงหาผลประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ไม่เฮงจริงๆ ไม่ได้ใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนแน่นอน ซึ่งระหว่างนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่อะไรจะสำคัญเท่าผลตอบแทนที่คาดหวังต่ำกว่าต้นทุน หรือพูดง่ายๆ "ประสบภาวะขาดทุน" นั่นเอง

บางคนก็ปลอบใจตัวเองด้วยคำว่า มักน้อยทำด้วยใจรัก แต่หากจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพเกรงว่าการมักน้อยจะก่อให้เกิดหายนะที่ไม่คาดฝันได้เช่น ได้รับผลตอบแทนล่าช้าจากสาเหตุใดๆ ก็ตาม ที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าการแสวงหาผลตอบแทนจากอสังหาริมทรัพย์ไม่รวดเร็วดังฝัน ถ้าไม่มีกลยุทธ์และเป้าหมายหรือแผนธุรกิจที่ดีและชัดเจน รวมทั้ง connection หากนำเงินออมส่วนตัวมาลงทุนเมื่อพิจารณาระยะเวลาที่จะได้รับผลตอบแทน หากขายออกช้าแล้วดูเฉพาะตัวเลขทางบัญชีก็อาจจะเป็นบวก แต่หากละเอียดอีกนิดจะพบความจริงที่น่าสะพรึงกลัวว่ามูลค่าปัจจุบันของเม็ดเงินลดลง เรียกว่าไม่เพียงพอที่จะลงทุนในขนาดของโครงการที่มีขนาดเดียวกันได้อีกต่อไป และจะยิ่งฝันร้ายกว่า หากเป็นการกู้เงินมาลงทุนรีโนเวท เพราะเมื่อถึงกรอบระยะเวลาที่จะต้องชำระเงินค่างวด พร้อม "ดอกเบี้ย" กับสถาบันการเงิน แต่ยังขายบ้านไม่ได้ หรือชีวิตเกิดพลิกผัน กนง.ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ยกันเป็นขบวนพาเหรดจะซวยหนักไปอีก รีไฟแนนซ์แต่ละครั้งเพื่อหาดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดก็ต้องมีค่าใช้จ่ายค่าดำเนินการที่บางทีก็ไม่คุ้มที่จะรีไฟแนนซ์เปลี่ยนสถาบันการเงิน

เรามักจะถูกปลูกฝังด้วยความเชื่องมงายตามคำสอนของคนโบร่ำโบราณว่าที่ดินเป็นสิ่งที่ไม่เน่าไม่เสีย มีแต่ราคาจะสูงขึ้น ตามที่ได้ยินคำพูดเหน็บแนมว่า "มีเงินเรียกน้อง มีทองเรียกพี่ มีที่เรียกพ่อ" ไม่ปฏิเสธเรื่องที่ว่าที่ดินไม่เน่าเสีย แต่อาคารและสิ่งปลูกสร้างบังเอิญมี "ค่าเสื่อม" ท่านจะเอาถุงพลาสติกมาห่อบ้านไว้กันแดดกันลมกันฝนก็คงทำไม่ได้ ยิ่งนานวันราคาประเมินสิ่งปลูกสร้างก็ยิ่งจะถูกบั่นทอนให้ลดน้อยถอยลง ทั้งกระแสค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมทีเคยนิยมอยู่อาศัยบ้านเดี่ยว ทาวส์เฮ้าส์ บ้านแฝด โฮมออฟฟิซ ผ่านไปสักระยะก็เปลี่ยนเป็นคอนโดมิเนียม หรือเกิดเหตุการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น น้ำท่วมใหญ่หลายปีก่อน ทำเลที่เคยว่าดีเพราะปกติไม่มีน้ำท่วมขัง แต่เจอน้ำท่วมใหญ่เพียงครั้งเดียวก็กลายเป็นตราบาปไป ผู้บริโภคหันไปสนใจคอนโดมิเนียมแทน

เรื่องต้นทุนของการรีโนเวทบ้าน สำหรับคนทั่วไปมักจะมีต้นทุนที่สูงกว่า นิติบุคคลที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ เพราะไม่มีคอนแทคกับผู้รับเหมา ที่ต่างก็แข่งกันเสนอราคาก่อสร้างให้นิติบุคคลเพื่อให้ได้งาน ที่เป็นงานใหญ่สร้างผลตอบแทนให้กับผู้รับเหมาเป็นกอบเป็นกำ จึงทำให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างผู้รับเหมาฯ แต่ละรายที่พยายามจะเสนอราคาค่าก่อสร้างต่ำกว่าผู้รับหมารายอื่น ใช้ข้อได้เปรียบในการซื้อวัสดุต่างๆ ปริมาณมาก สามารถต่อรองต้นทุนกับผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้างได้ เพราะผู้รับเหมาส่วนใหญ่ก็มีคอนแทคกับผู้จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างอยู่แล้ว หรืออาจจะเป็นบริษัทเดียว กันดีไม่ดีหากต่างฝ่ายต่างหยิบยื่นข้อเสนอที่ลงตัวด้วยกันทั้งสองฝ่ายก็อาจจะได้วัสดุก่อสร้างในราคาต้นทุนด้วยซ้ำไป แต่ใช่ว่าของถูกจะดีเสมอไป แต่ในระดับบริษัทแล้วจะมีฝ่ายที่รับผิดชอบการตรวจสอบดีเทลต่างๆ ตั้งแต่โปรไฟล์ของผู้รับเหมาแต่ละรายกันเลยทีเดียว บางรายประวัติไม่ดีจะว่าไม่ให้โอกาสก็ไม่เชิง เพราะมิได้สร้างบ้านโมเดลไว้ทับกระดาษ ความสูญเสียที่เกิดจากความผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัสดุไม่ได้คุณภาพ หรือความสะเพร่าของตัวผู้รับเหมาฯ เอง ใครจะรับผิดชอบไหว

เรื่องการเงิน หากเป็นการกู้ยืม เพื่อให้เข้าล็อคคำว่า "จับเสือมือเปล่า" การรีโนเวทบ้านเพื่อขายหากไม่ได้เป็นนิติบุคคลก็อาจจะเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนที่พร้อมจะหยิบยื่นข้อเสนอดีๆ เหมือนโครงการขนาดใหญ่ และที่แน่นอนที่สุด "อำนาจต่อรอง" กับสถาบันการเงิน เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาการชำระหนี้ นับเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเลยทีเดียวสำหรับการจัดการการเงินในลักษณะนี้  สถาบันการเงินกลัวที่สุดคือความสามารถในการชำระหนี้ หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย และปรารถนาจะได้อัตราดอกเบี้ยมากๆ จากผู้กู้ ฟังดูง่ายๆ เวลาที่ฟังว่าใครทำได้ก็ดูง่ายเหมือนปอกกล้วย แต่เมื่อลงมือทำจริงๆ ก็จะพบว่าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การพิจารณาจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติเงินกู้แต่ละรายจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันเลย

มาถึงเรื่องความเสี่ยง นิติบุคคลก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงในแต่ละรูปแบบเพราะไม่ได้ทำโครงการเดียว และแต่ละโครงการก็จะไดัรับการวิเคราะห์และประเมินอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยทีมงานจำนวนมากหลากหลายสาขาที่ชำนาญเฉพาะด้านจริงๆ ที่ร่วมกันรับผิดชอบในโครงการหนึ่ง

ทีมวิศวกรของบริษัทอสังหาฯ โดยมากมักจะคัดเฉพาะมืออาชีพประสบการณ์สูง ในการก่อสร้างหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ความรับผิดชอบไม่ใช่เพียงตัวบุคคลใดที่เกี่ยวข้อง เพียงไม่กี่คนที่จะแบกรับไหว ชื่อเสียงของบริษัทฯ ที่จะกระทบกับความเชื่อมั่นของลูกค้า ผู้ถือหุ้น และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังโครงการอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บริษัทจึงไม่ยอมตายน้ำตื้นเสี่ยงกับการว่าจ้างวิศวกรที่ขาดความชำนาญ

ดังนั้น หากฝันอยากจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แล้วคิดว่าการรีโนเวทบ้านเชิงพาณิชย์จะเป็นก้าวเล็กๆ ก้าวแรก อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด มิฉะนั้นแล้ว ทำไมผู้ที่มีเงินถุงเงินถังจำนวนมาก ไม่สนใจที่จะทำธุรกิจในลักษณะดังกล่าว จะมองเพียงโครงการใหญ่ๆ เท่านั้น คงจะมีแต่เพียงผู้รับเหมาฯ ที่จะส่งเสริมแนวคิดนี้ เพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนหรือความเสี่ยงใดๆ เป็นเพียงผู้รับจ้างทำงานเท่านั้น แม้จะต่อรองได้บ้าง แต่ด้วยผู้รับเหมาทราบว่าผู้ว่าจ้างไม่มีความรู้งานก่อสร้างก็อาจจะโดนดีได้เหมือนกัน ก็คงไม่ต่างจากที่ท่านเดินดุ่ยๆ ไปเช็คอินเข้าพักในโรงแรมดังๆ หรูๆ ที่หน้าฟร้อน "ฟันกันคอแทบขาด" ทั้งระดับความรับผิดชอบของผู้รับเหมาก็แตกต่างกัน หากเป็นนิติบุคคลผู้รับเหมาจะค่อนข้างระมัดระวังในการดำเนินการต่างๆ สูงกว่า เพราะหมายถึงการจะได้ "ไปต่อ" ในโครงการอื่นๆ อีกหรือไม่

ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ที่ทำให้การรีโนเวทบ้าน หรือคอนโด เพื่อการพาณิชย์ โดยการลงทุนเป็นการส่วนตัว กับผลตอบแทนที่บางทีก็เหมือนจะลวงตาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อาจจะได้แง่คิดหรือมุมมองที่น่าสนใจกว่า สร้างนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพ เรียนจริง ทำจริง ให้รู้จริง เรื่องอสังหาริมทรัพย์ ด้วยตัวท่านเอง

อสังหาริม ทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อบรม สัมมนา รวยด้วยอสังหา 2558 ลงทุน อสังหา ลงทุนบ้าน ลงทุนคอนโด นายหน้า ที่ดิน คอนโด บ้าน อสังหา 2558 กฎหมายอสังหารีโนเวท

ยีเอ๋ง บัณฑิตผู้ต้องพบจุดจบอย่างไร้ค่า

เคยอ่านวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์ที่จัดเป็นวรรณกรรมเพชรน้ำเอกระดับโลกอย่าง "สามก๊ก" จะยังจำ "ยีเอ๋ง" คนนี้ได้หรือไม่ แม้จะไม่มีบทบาทสำคัญอะไรมากมาย และปรากฎเพียงแค่ไม่กี่หน้าจากทั้งหมดหลายร้อยหน้า แต่แม้ว่าเรื่องสามก๊กจะมีอายุยาวนานเท่าใด ลักษณะของคนอย่างยีเอ๋งก็ยังคงปรากฎให้เห็นทุกยุคสมัย และเป็นคติเตือนใจไม่ให้วิญญาณยีเอ๋งเข้าสิงสู่จิตใจได้เป็นอย่างดี ลองดูว่าทำไมยีเอ๋งที่เป็นถึงบัณฑิตที่ต้องจบชีวิตลงง่ายๆ อย่างน่าเสียดายด้วยเหตุใด

ยีเอ๋ง (อังกฤษ: Mi Heng; จีนตัวย่อ: 弥衡; จีนตัวเต็ม: 彌衡; พินอิน: Mí Héng) หนึ่งในที่ปรึกษาของโจโฉที่ปากดีอวดเก่งไม่รู้เวลา จึงถูกประหารชีวิต ยีเอ๋งปรากฏตัวครั้งแรก เมื่อเตียวสิ้วเข้าร่วมกับโจโฉแล้ว โจโฉต้องการทูตไปเจรจาเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวเป็นพวกด้วย จึงปรึกษาขงหยงว่าควรตั้งใครเป็นทูตไปเกงจิ๋วดี ขงหยงเสนอยีเอ๋ง บัณฑิตหนุ่มอายุ 20 ปี โจโฉก็เคยได้ยินชื่อยีเอ๋งมาบ้าง จึงเชิญให้ยีเอ๋งมาพบ

เมื่อยีเอ๋งมาถึงแล้วได้คำนับโจโฉ แต่โจโฉไม่ยอมคำนับตอบ ด้วยเห็นว่ายีเอ๋งไม่มีท่าทีว่าจะเป็นคนฉลาดเฉลียวสมดังคำเล่าลือ ยีเอ๋งจึงรำพันออกมาว่า ณ ที่นี่กว้างนักแต่หาคนดี ๆ สักคนไม่มี โจโฉจึงถามว่า อันข้าพเจ้านั้นมีผู้ดี ๆ เก่ง ๆ มาร่วมงานมากมาย ไฉนจึงว่าไม่มีคนดีมาร่วมงาน ยีเอ๋งจึงถามว่า บุคคลที่ท่านว่าดี ยกตัวอย่างมาสิ โจโฉจึงตอบไปหลายคนทั้งขุนนางบุ๋นและบู๊ ได้แก่ ซุนฮก, ซุนฮิว, กุยแก, เทียหยก, เตียวเลี้ยว, เคาทู, ลิเตียน, งักจิ้น แต่ยีเอ๋งกลับหัวเราะเยาะพร้อมกล่าวถึงบุคคลที่โจโฉว่ามาแต่ละคนล้วนแต่ไม่ ได้เรื่องว่า ซุนฮกเหมาะสำหรับใช้ให้ไปเยี่ยมคนป่วยหรือไปร่วมงานศพเท่านั้น ซุนฮิวนั้นก็เหมาะที่จะเป็นสัปเหร่อมากกว่า กุยแกก็เหมาะสำหรับแต่งโคลงกลอนหรืออ่านหนังสือให้คนไม่รู้หนังสือฟัง ส่วนเทียหยกก็สมควรให้เป็นภารโรง เตียวเลี้ยวก็เหมาะกับหน้าที่ตีเกราะเคาะระฆัง เคาทูก็เหมาะกับการเลี้ยงวัวควาย ลิเตียนก็สมกับงานเดินหนังสือ งักจิ้นดูแล้วก็ไม่น่ามีตำแหน่งเกินกว่าเสมียน

และยังเอ่ยถึงบุคคลที่โจโฉไม่ได้กล่าวถึงเพิ่มอีกในแบบเดียวกัน คือ ลิยอย ก็ใช้ได้เพียงแค่คนเช็ดทำความสะอาดอาวุธ หมันทองก็เอาแต่เสพสุรา อิกิ๋มก็เหมาะสำหรับกรรมกรยกของหนัก ซิหลงก็เหมาะกับอาชีพฆ่าหมูขาย ส่วนแฮหัวตุ้นนั่นเล่าแค่รักษาศีรษะตนให้ติดอยู่กับบ่าก็ยากพอแล้ว

โจโฉฟังแล้วโมโหยีเอ๋งยิ่งนัก แต่ระงับอารมณ์ไว้ ได้ย้อนถามกลับไปว่า ท่านว่าคนของข้าพเจ้าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วตัวท่านเล่ามีดีอะไรบ้าง ยีเอ๋งตอบไปว่า ข้าพเจ้ามีความรู้ท่วมฟ้า สามารถเพ็ดทูลฮ่องเต้ให้ ตั้งอยู่ในธรรมได้ และยังอบรมคนทั้งแผ่นดินได้อีกด้วย ถ้าจะว่าไปแล้ว ข้าพเจ้าชักเบื่อที่จะเจรจากับผู้ไร้สติปัญญาเช่นท่านแล้ว เหมือนพูดกับคนที่ไม่รู้ภาษามนุษย์ เตียวเลี้ยวทนไม่ไหวชักกระบี่จะสังหาร แต่โจโฉห้ามไว้ และให้ตำแหน่งยีเอ๋งเป็นคนตีกลองในวัง ซึ่งยีเอ๋งก็ไม่ขัดข้อง

ต่อมา โจโฉจัดงานเลี้ยงในวัง มีผู้เข้ามาร่วมงานมากมาย ซึ่งมีการแสดงดนตรีด้วย นักดนตรีแต่ละคนล้วนแต่งกายด้วยอาภรณ์สวยงามทั้งสิ้น แต่ยีเอ๋งกลับสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นมาตีกลองเพียงคนเดียว แต่ยีเอ๋งตีกลองได้อย่างไพเราะจับใจมาก ทำเอาแขกในงานซึ้งไปกับเสียงกลองของยีเอ๋ง เพลงนี้มีชื่อว่า "เพลงยูยัง" (Yu Yang) ซึ่งมีลำนำอันไพเราะ ทำให้ได้บรรยากาศริมน้ำ ขณะนั่งตกปลา ที่ต้องนิ่งสงบอยู่กลางเสียงปลาฮุบเบ็ด เสียงใบไผ่และใบวนสีกันเป็นจังหวะ ซึ่งความหมายตามภาษาจีนของยูยัง แปลว่าตกปลา ยาขอบตั้งชื่อเพลงนี้ว่า "เพลงมัสยาหลงเหยื่อ" บางคนถึงกับน้ำตาไหลซาบซึ้ง เมื่อตีจบแล้ว บรรดาแขกไปรุมถามยีเอ๋งว่า เหตุไฉนท่านจึงแต่งกายสกปรกเช่นนี้ โจโฉโมโหจึงตวาดถามไปด้วยเสียงอันดังว่า ทำไมถึงแต่งตัวเช่นนี้ในเขตพระราชฐาน ยีเอ๋งแทนที่จะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า กลับประชดถอดเสื้อผ้าออกหมด โจโฉยิ่งโมโหยิ่งขึ้น แต่ยีเอ๋งตอบไปว่า เพราะตัวข้าพเจ้าสะอาดบริสุทธิ์ ที่แก้ผ้าออกเพื่อที่จะให้ทุกคนเห็นเรือนร่างอันบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า โจโฉจึงถามย้อนกลับไปว่า เช่นนั้นเรือนร่างใครสกปรก ยีเอ๋งจึงตอบไปว่า ก็ตัวท่านไงเล่า เพราะหูท่านชอบฟังแต่เรื่องปอปั้นเยินยอ จึงถือว่าเป็นหูสกปรก ตาท่านก็ชอบจะเห็นแต่สิ่งสวยงามมดเท็จ จึงถือได้ว่าเป็นตาสกปรก จิตใจท่านก็ยิ่งสกปรกใหญ่ คิดจะเป็นโจรปล้นชิงราชสมบัติ สถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ ตัวข้าพเจ้าเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ กลับให้มาเป็นคนตีกลอง เช่นนี้หรือจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

โจโฉจึงคิดจะประหารยีเอ๋งทันที แต่เกรงคนจะครหา จึงส่งยีเอ๋งไปเป็นทูตเจรจากับเล่าเปียว หมายจะให้เล่าเปียวประหารแทน เมื่อไปถึง ยีเอ๋งเปิดฉากเจรจาด้วยการยกตนเองข่ม เล่าเปียวจึงคิดส่งยีเอ๋งไปให้หองจอ เจ้าเมืองกังแหประหารแทน ด้วยการบอกปัดไปว่า ให้ถามเอาจากหองจอ ถ้าหองจอเห็นดีด้วย ข้าพเจ้าก็ยินดี เมื่อไปถึงกังแห หองจอจัดงานเลี้ยงต้อนรับ เมื่อร่ำสุราได้ที่แล้ว ยีเอ๋งก็พูดจาข่มตนและอวดโอ้ตัวเองเสียเกินจริงอีกครั้ง หองจอได้ยินดังนั้นก็คิดว่า สมจริงดังที่โจโฉและหลายคนว่า หองจอแสร้งถามขอความเห็นจากยีเอ๋งว่า อันตัวข้าพเจ้านี้เป็นเจ้าเมือง ท่านเห็นควรหรือไม่ ยีเอ๋งตอบไปว่า ตัวท่านนั้นเหมือนเจว็ดในศาลเจ้า เหมาะให้คนมากราบไหว้รับของเซ่นสรวง ไม่ต้องทำอะไร สติปัญญาก็ไม่มี หองจอเลยสั่งให้นำตัวยีเอ๋งไปประหารทันที เมื่อโจโฉได้ทราบว่ายีเอ๋งโดนประหารไปแล้ว ก็หัวเราะสาแก่ใจ และบอกว่า ไอ้คนปากดีมันโดนประหารเพราะลิ้นมันแล้ว

(อ้างอิง: วิกิพีเดีย)

โดยส่วนตัวแล้วได้อ่านหนังสือสามก๊กมานานมาก ต่อเมื่อได้เห็นความพยายามจะนำเสนอความคิดอ่านในโลกโซเชียลมีเดียที่เปิดกว้างให้แสดงออกและเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะ ด้วยความที่เป็นยุคดิจิตอลที่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือสิ่งที่สงสัยใคร่รู้ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว แต่ก็แอบผสมความหยาบและฉาบฉวยไว้ด้วย ที่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดความพยายาม "ลองดี" "ลองเชิง" "ลองภูมิ" ด้วยความเย่อหยิ่งในความสามารถค้นหาข้อมูล คิดว่าน่าจะดีไม่น้อยถ้านั่นจะเป็นความพยายามพัฒนาตนเองและส่งผ่านข้อมูลให้ได้ซักถามและศึกษากันด้วยความถ่อมตน ทำให้นึกถึงเรื่องยีเอ๋งขึ้นมาในทันใด ตอนแรกก็ยังนึกไม่ออกว่าชื่ออะไรจำได้เพียงแต่ว่ามีสักคนหนึ่งที่ปรากฎในเรื่องสามก๊กที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน จะว่าอย่างไรได้ในโลกยุคที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง เก่งจริง รู้มาก แต่โม้ไม่เก่งก็ไม่ได้เกิด ขณะเดียวกันใช่ว่าดีแต่ปากแต่ไม่รู้จริงจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัย ขนาดยีเอ๋งบัณฑิตหนุ่มน้ำล้นจอกที่ขงหยงอุตส่าห์แนะนำให้ได้มีโอกาสเป็นถึงกุนซือของมหาอุปราชยังต้องจบชีวิตลงอย่างไม่สมกับเป็นบัณฑิต เพียงเพราะความโอหังอวดดี